๑๑.๓ ความรู้สึกเป็นอัตตาตัวตนอาจรุนแรงจนยึดมั่นถือมั่นในทุกข์และสุข จนต้องไขว่คว้าแสวงหา หากว่าไม่ได้ด้วยการกระทำอันสุจริต เราก็กระทำได้แม้แต่การทำร้ายผู้อื่น ลักขโมย หรือถึงแก่ทำลายชีวิต เพื่อสนองความต้องการของเรา ผู้ที่ตระหนักว่าไม่มีอะไรถาวรยั่งยืนตลอดไป จะเริ่มมองเห็นว่า เราจะต้องพยายามทำดีให้ได้มากที่สุด และขจัดโลภะ โทสะ โมหะออกไปให้ได้มากที่สุด โมหะนี้เองคือมูลเหตุของความชั่วทั้งปวง เราคิดว่าสิ่งต่างๆ จะคงอยู่ได้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องการจะควบคุมหรือครอบครองสิ่งนั้นๆ ไว้ ตามความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับไปตามเหตุปัจจัย แม้แต่ "เรา" "ตัวตนของเรา" หรือสิ่งอื่นใดทุกสิ่ง ปัญญาย่อมเกิดจากการศึกษาสภาพธรรม ที่เกิดขึ้นกระทบสัมผัสเป็นปรกติเป็นประจำทุกวัน เมื่อเราค่อยๆ ประจักษ์ค่อยๆ รู้แจ้งเห็นจริงทีละน้อยตามที่เราได้อ่านได้ฟังมาว่า สิ่งที่เรารับรู้แต่ละขณะนั้น เรารับรู้ได้จากสัมผัสหกทางเท่านั้น คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ และแต่ละทางก็ต่างกับทางอื่นๆ สีไม่เหมือนร้อนเลย รสก็ต่างกับเสียงโดยสิ้นเชิง เป็นต้น และแท้ที่จริงแล้วสภาพธรรมทั้งหลายก็ไม่ยั่งยืน ประเดี๋ยวสว่าง แล้วก็มืด ประเดี๋ยวได้ยินเสียงดนตรี ประเดี๋ยวสัมผัสของอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็คิดถึงสิ่งหนึ่ง เป็นเช่นนี้สลับกันไป เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเราก็จะเริ่มเห็นสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นโลกทั้งโลก โดยมีตัวตนของเราเป็นศูนย์กลาง ว่าที่จริงแล้วเป็นเช่นไร เห็นแล้วว่าคือสภาพธรรมที่ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยตลอดเวลา นอกเหนืออำนาจบังคับของผู้ใด เมื่อใดมีเหตุปัจจัย เมื่อนั้นโลกทั้งโลกก็แตกทำลาย หรือเด็กทารกแรกเกิดก็ตายลง หรือเหตุการณ์อุบัติขึ้น ทุกอย่างเป็นอนัตตาโดยแท้





๕ ธันวาคม ๒๕๔๒