"กัมมัสสกตาญาณ"
คัดมาจากการสนทนาธรรมที่อุทยานล้านนา
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
บรรยายโดย ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
"ญาณ" เป็นปัญญา การที่จะรู้เรื่องของกรรมแม้ในชีวิตประจำวันที่เราระลึกได้ว่าคนเรานี้ต่างกัน ตั้งแต่เกิดนี่เพราะอะไร เกิดมาต่างกันนี้เราเห็นเลย ก็ต้องมีกรรมเป็นปัจจัยจะให้เกิดต่างกัน แม้แต่ภูมิอื่น เช่น เป็นสัตว์กับมนุษย์ก็ต่างกันเพราะกรรม แต่ข้อสำคัญที่สุดที่จะใช้คำว่า "กัมมัสสกตาญาณ" เป็นปัญญา เป็นความเห็นถูก ที่จะเห็นกรรมนี้ ไม่ใช่กรรมไม่มีสภาพธรรม หรือวิบากไม่มีสภาพธรรม แต่สภาพธรรมที่เป็นกรรมมี ที่เป็นวิบากคือผลของกรรมมีในขณะไหน
โดยการศึกษาเราทราบว่า กรรมได้แก่กุศลกรรมและอกุศลกรรม เกิดที่ตรงชวนะ และวิบากก็คือขณะปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแล้วเป็นภวังค์ ถึงแม้ว่าจะปฏิสนธิแล้ว ภวังค์แล้ว ก็ยังให้ผลคือทำให้จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณพวกนี้เกิดขึ้น เป็นชนโกปถัมภกกรรม หมายความว่าทำให้เกิดแล้วยังอุปถัมภ์ให้มีการเห็นการได้ยิน แล้วก็ยังมีกรรมอื่นที่จะให้ผลหลังจากนั้นได้ เพราะว่าในชีวิตของเราไม่ใช่ว่ามีแต่ให้เราเกิดมาในสกุลนี้ ในครอบครัวนี้ ในความเป็นอยู่อย่างนี้ ในสิ่งแวดล้อมนี้ เราจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอด หรือว่าทางกายเราซึ่งเกิดมาไม่ป่วยไข้ ก็จะไม่ป่วยไข้ตลอด แต่ก็มีกรรมอื่นจะให้ผล เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าต่างกับกรรมที่จะทำให้ปฏิสนธิ แต่ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญญาขั้นฟัง ขั้นคิด เวลาที่ปัญญาขั้นที่สูงกว่านี้เกิด ก็ยิ่งจะประจักษ์แจ้ง มั่นคง ในสภาวะของธรรมที่เป็นกรรมหรือเป็นวิบาก เช่น การระลึกรู้ลักษณะของจิตที่กำลังเห็น สภาพเห็นหรือนามธาตุที่เห็น จะรู้ได้เลยค่ะ ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครบังคับ ไม่ต้องคิดเรื่องคติสมบัติ คติวิบัติอะไรเลย ย่อลงมาเป็นหนึ่งขณะจิตที่จะเกิด จิตใดก็ตามที่เป็นวิบากต้องเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เกิดแล้วในขณะนั้นจากกรรมหนึ่งเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน ขณะนั้นจะรู้ความต่างของธาตุ ขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยินเกิดขึ้นโดยที่ว่ามีปัจจัยก็เกิด และเวลาที่หลังเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว จิตเป็นกุศลหรืออกุศลก็รู้
นี่คือการรู้สภาพธรรมในขณะนั้น ไม่ใช่เป็นการนึกเรื่องราว หรือเข้าใจว่าเราไปรู้กรรม รู้วิบากก่อน หรือไปรู้ผลของกรรม หรือกัมมัสกตาญาณหรือกัมมัสกตาปัญญา เมื่อไปเห็นคนขอทาน หรือไปเห็นอะไร แต่นี่มาถึงสภาพธรรมจริงๆ แล้ว ที่เราว่าเป็นโลกใหญ่ กว้างขวาง มีคนเยอะแยะ เรากำลังอยู่กับคนหลายคน หรือคิดถึงหลายคน ความจริงจิตหนึ่งขณะเกิดขึ้น
ถ้าคิดถึงขณะเกิดซึ่งดิฉันก็คงจะพูดหลายครั้งแล้ว ก็จะขอพูดสำหรับคนที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน ขณะที่เกิดจิตหนึ่งขณะ เป็นผลของกรรม ขณะนั้นน่ะ มืดนะคะ โลกนี้ปรากฎหรือเปล่า ตาก็ไม่มี หูก็ไม่มี เสียงก็ไม่ปรากฎ สีสันวรรณะก็ไม่ปรากฎ กลิ่นใดๆ ก็ไม่ปรากฎเพราะว่าเป็นผลของกรรมที่ทำให้วิบากจิตทำกิจให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น ไม่รู้อารมณ์ใดๆของโลกนี้เลย ทำปฏิสนธิกิจแล้วดับ หลังจากนั้นกรรมก็ทำให้ภวังคจิตเกิดสืบต่อ ขณะนั้นก็ไม่รู้อะไรเลยในโลกนี้ เช่นขณะที่นอนหลับสนิท มืดยิ่งกว่ามืด ถ้าเรามีตา มีจุกขุปสาท แล้วเราหลับตา เราก็ว่ามืด แต่มืดนั้นไม่เท่ากับภวังคจิต เพราะว่าภวังคจิตยังต่างกับมโนทวารวิถีจิต ลองเทียบไปเป็นชั้นๆ ภวังคจิตไม่รู้อารมณ์ แม้จะคิดนึกก็ไม่มี พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ลักษณะของจิต ตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งเป็นภวังค์ และมีการคิดนึกเรื่องราว วาระแรกทีเดียวของแต่ละภพ แต่ละชาติต้องเป็นมโนทวารวิถี รู้สึกตัว แล้วติดข้องทันที ในภพ ในความเป็น ลองคิดดูว่าโลภะมากมายแค่ไหน ก่อนจะนอนวันนี้อดไม่ได้ที่จะคิด พรุ่งนี้จะทำอะไร โลภะแล้ว ตื่นขึ้นมาปุ๊ป อดคิดไม่ได้อีก ต้องการจะเอาอะไร จะทำอะไร
เพราะฉะนั้นโลภะตลอดเวลาจนถึงภพหน้า ชาติหน้า วาระแรกก็คือหลังจากที่รู้สึกตัวมโนทวารวัชชนจิตเกิด คือความติดข้องในภพ คือความเป็น ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใดทั้งสิ้น ยังไม่มีตา ยังไม่หู ยังไม่มีจมูก แม้มีกายปสาท แต่ขณะนั้นมโนทวารวิถีเกิดต่อ เหมือนกับเวลาที่รู้อารมณ์จากปัญจทวาร ทางตาดับไปแล้ว ภวังคจิตเกิดขั้นแล้ว มโนทวารวิถีจิตรู้อารมณ์เดียวกับทางตาต่อฉันใด จากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า จากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าก็สืบเนื่องอารมณ์ก่อนจะจุติของชาตินั้น แล้ววาระแรกก็คือนึกถึง เกิดการรู้สึกตัวขึ้น แล้วก็มีการติดข้องในภพนั้น จากภวังค์มาสู่มโนทวาร เริ่มรู้สึกตัว ความละเอียดของสภาพธรรมตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าขณะนั้นเป็นตัวออกมา เราจะไม่เรียงลำดับว่าทางใดก่อน ขณะที่ได้ยินเสียง โลกนี้ไม่สว่างเลย เพราะว่าขณะนั้นไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบตา แต่รู้เสียงที่กระทบหู ยังมีเสียงอบอุ่น มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ติดข้อง ให้ยึดถือ ให้พอใจ แม้ว่าเป็นเสียง แล้วก็ทางมโนทวารวิถีที่รู้เสียงนั้นต่อ แม้ไม่ใช่ทางโสตทวารวิถี แต่ก็เป็นมโนทวารที่รู้เสียงเหมือนกันเลยกับทางปัญจทวาร ไม่มีใครสามารถจะแยกออกได้ในขณะนี้ ปัญจทวารทางโสตทวารเกิดแล้วดับ คั่นด้วยภวังค์ แล้วก็มโนทวารรู้สิ่งที่ปรากฎต่อแล้วดับ ขณะที่ได้ยินเสียงก็คือโสตทวารวิถีจิตเกิดแล้ว ก็ดับ แล้วก็ภวังค์คั่น มโนทวารก็รู้ต่อเร็วมาก เพราะฉะนั้นจึงตรงกับข้อความที่ทรงแสดงไว้ว่ามโนทวารวิถีจิตรู้ทุกอารมณ์ คือรู้ต่อจากทางตา รู้ต่อจากทางหู รู้ต่อจากทางจมูก รู้ต่อจากทางลิ้น รู้ต่อจากทางกาย
นี่คือชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นธรรมะทั้งนั้น แต่กว่าเราจะรู้ความจริง ด้วยการประจักษ์ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมก่อน แล้วก็รู้ความเป็นกัมมสกตาญาณตลอดไปเลยค่ะ เพราะว่าเวลาที่ปัญญาเพิ่มขึ้น จะมีอะไรนอกจากวิบากจิต กับกุศลจิต และอกุศลจิต เพราะฉะนั้นปัญญาที่รู้ตามความจริงเป็นจริง ก็รู้ความต่างกันว่า กุศลจิตและอกุศลจิตไม่ใช่วิบากจิต นี่คือความหมายของกัมมสกตาญาณ สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงโดยสภาพธรรมนั้นปรากฎให้รู้ให้เข้าใจไม่ใช่เพียงแต่เรื่องราว เช่นเห็นขอทานโรคเรื้อนก็ว่านี่เป็นกรรม แต่ไม่รู้สภาพของจิตจริงๆ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้อยู่กับหลายคนเลย คิดถึงจิตเท่านั้น แต่ละหนึ่งขณะ ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ถ้าไม่มีการคิดถึงและทรงจำ เพราะว่าทางตา สิ่งที่ปรากฎทางตาสั้นมากแล้วดับ คิดถึงความสว่างสั้นมากแล้วดับ แล้วสืบต่อทางใจ และทางตาจะเกิดบ่อยสืบต่อเหมือนกับสว่างอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าทางอื่นสลับเข้า เราจะรู้เลยว่าไม่ได้มีสีปรากฎอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เสียงปรากฎไม่มีสีปรากฏเลย แต่ปรากฏกับอะไร กับจิตทีละขณะเดียว ซึ่งเกิดแล้ว จำ แล้วเก็บ เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับนามธาตุซึ่งไม่มีรูปร่าง แต่พอมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปกระทบตา เหมือนกับแต่ละจุดซึ่งเป็นทวารหรือเป็นทาง คือมีกรรมซึ่งทำให้รูปใดเกิด รูปนั้นเป็นทางที่จะทำให้จิตเห็นได้แก่จักขุปสาท มีกรรมทำให้โสตปสาทเกิด โสตปสาทเป็นทางที่จะให้ได้ยิน แต่ดับหมด พอปรากฎแล้วดับ พอปรากฎแล้วดับ เพราะฉะนั้นไม่ได้ยั่งยืนเลย ไม่ว่าจะเป็นโสตปสาทหรือเสียงที่กำลังปรากฏ จักขุปสาทหรือสีที่กำลังปรากฎ โสตปสาทและเสียงที่กำลังปรากฏหมดแล้วหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือจริงๆ
เพราะฉะนั้นคนนั้นจะรู้ลักษณะของสภาพรู้หรือธาตุรู้ซึ่งรับต่อจากตานิดหนึ่ง แล้วก็รวมไว้เป็นเรื่องราวต่างๆ ต่อทางใจ ต่อจากทางหูนิดหนึ่งแล้วก็รวมไว้เป็นเรื่องราวต่างๆ ต่อทางใจ เพราะฉะนั้นความรวดเร็วจากตา หู จมุก ลิ้น กาย ใจ ก็มีความยึดมั่นเป็นอัตตสัญญา ว่ามีเราที่รู้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใน ทรงจำไว้ทั้งหมด แต่ทั้งหมดนี้คือจิตหนึ่งขณะ ทีละหนึ่งขณะซึ่งสืบต่อจากทางหนึ่งไปสู่อีกทางหนึ่ง
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นปัญญาที่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง กว่าปัญญาจะถึงขั้นที่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมได้ อุทยัพพยญาณนี้ ธรรมะทั้งหลายที่ปัญญารู้นี้ต้องเสมอกันหมด ไม่มีการที่จะเป็นกุศลหรืออกุศล ไม่มีการที่จะมีเราที่จะพอใจที่จะเลือกให้กุศลเกิดโดยวิธีนั้นวิธีนี้ แต่ว่าจะต้องเป็นการรู้ตามความเป็นจริง ว่ากุศลก็ชั่วขณะ อกุศลก็ชั่วขณะ ทุกอย่างที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ชั่วขณะ
ลองคิดถึงการที่จะสละความเป็นเราออกจากสภาพธรรมซึ่งเกิดปรากฏสั้นมาก นี่ขั้นฟัง ถึงขั้นรู้ก็ยังไม่ถึง การที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเพราะปัญญาจะต้องสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับจริงๆ จากการที่เป็นนามรูปปริจเฉทญาณก่อน แล้วยังไม่สามารถจะประจักษ์การเกิดดับ แต่ไม่มีความสงสัยในลักษณะของธาตุที่เป็นนามธาตุและรูปธาตุ เพราะรู้จริงๆ ว่าลักษณะนั้นเป็นนามธาตุและรูปธาตุ แต่นามธาตุและรูปธาตุก็มีมากมาย
เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวัน ญาตปริญญาหลังจากนามรูปปริจเฉทญาณ ถ้านามรูปปริจเฉทญาณไม่เกิด ไม่ได้เป็นญาตปริญญา ญาตปริญญาคือปัญญาที่รู้ลักษณะตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น เมื่อเป็นนามรูปปริจเฉทญาณ เพราะฉะนั้นญาตปริญญาได้แก่วิปัสสนาญาณอะไร ไม่ใช่ว่าเพียงเราได้ยินปุ๊บก็เป็นนามรูปปริจเฉทญาณ ไม่ใช่เลยค่ะ ข้อความในพระไตรปิฎกจะแสดงไว้เลยว่าได้แก่วิปัสสนาญาณ ต่อไปจึงจะเป็นตีรณปริญญา ต่อไปจึงจะเป็นปหาณปริญญา ได้แก่ วิปัสสนาญาณ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องละ ถ้าใครยังไม่มีปัญญาพอที่จะมีกำลัง ที่จะสละความติดข้องในกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ยังคงมีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เขาจะรู้เลยว่าญาณอื่นเกิดไม่ได้เพราะว่ายังมีความติดข้องอยู่ ยังมีความต้องการอยู่ จนกว่าการพิจารณาลักษณะของสภาพธรรม จะเพิ่มความรู้ในความเกิดขึ้นของสภาพธรรมนั้น ว่าเป็นเพราะปัจจัย จะไม่มีการเป็นเราที่พยายามจะไปทำอะไรอีกเลย เพราะว่าสภาพธรรมเกิดและดับรวดเร็วมาก เกินกว่าที่ใครจะทำอะไรได้ เพียงแต่ว่าสามารถจะอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดแล้ว โดยที่ไม่มีตัวตนที่จะไปคิดทำอะไร
นี่คือค่อยๆ คลายโลภะ หรือความต้องการที่จะรู้จนกว่าจะทั่ว เป็นมหาวิปัสสนา เป็นพลววิปัสสนา ถึงการที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมได้ แต่บุคคลนั้นจะเป็นผู้รู้ตามความเป็นจริงว่าถ้ายังไม่มีการสละเดี๋ยวนี้ ยังไม่มีการละ ไม่มีทางที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ผู้นั้นเป็นผู้รู้ เพราะความอาลัย เพราะยังมีความเป็นเรา ลองคิดดูนะคะ มีแต่ธาตุรู้ เราอยู่ในโลกนี้ต่อไปเพราะเรามีพี่ มีน้อง มีเพื่อน มีฝูง มีทุกสิ่งทุกอย่าง ลองห่างไปสักหน่อยดูสิคะ ยังไม่ต้องเป็นวิปัสสนาญาณหรอก เพียงแค่ห่าง ว้าเหว่ไหม ไม่มีพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่พอถึงตอนที่จะประจักษ์ว่าสภาพธรรมนี้ปรากฏแล้วดับสั้นมาก ไม่มีอะไรเหลือเลย จะว้าเหว่าสักแค่ไหน แล้วถ้าเป็นปัญญาที่ประจักษ์จริงๆ จะสละคืนความเป็นเราได้ไหม ถ้ายังปัญญาขั้นต่อไปก็เกิดไม่ได้
เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงการดับกิเลส วิปัสสนาญาณเกิดตามลำดับ จนกระทั่งถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมก็ต้องตามลำดับขั้นอีก แต่ให้เห็นกำลังของการสะสมของปัญญาที่เริ่มจากสติปัฏฐาน ตลอดไปจนถึงโพธิปักขิยธรรมอื่นๆ ด้วย แม้แต่สภาพธรรมที่เป็นอินทรีย์ สภาพธรรมที่เป็นพละ ก็รู้ความต่างกัน สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เกิดร่วมกัน พร้อมกันในขณะที่จิตระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ยังไม่มีกำลังที่จะเป็นพละ เพราะว่ายังไม่อยากให้อย่างนี้เกิด อย่างนั้นเกิด หรือยังหวัง ยังรอ ยังคอยก็ตาม เพราะว่าเรื่องของการอบรมปัญญา ผู้นั้นจะรู้ด้วยปัญญาของการอบรมของตนเอง ปัจจัตตังตรงตามความเป็นจริง ถ้ายังไม่อาจหาญ เข้มแข็ง มั่นคง พร้อมที่จะสละ ไม่มีการสละเลย แม้แต่สภาพธรรมนั้นจะเป็นเพียงแข็ง หรือเป็นเพียงร้อน หรือจะเป็นเพียงอะไรก็ตามแต่ ยังเป็นเรา เพราะไม่ได้อยู่ตรงอื่น อัตตสัญญายังจำว่าตรงนี้ ที่แขนเราร้อน แม้ว่าแข็งไม่ปรากฏเลย มีแต่ร้อนปรากฏ แต่ความทรงจำโดยอัตตสัญญายังมี จนกว่าจะไม่มีอัตตสัญญาจึงจะเข้าใจความหมายของอัตตสัญญาและความละคลายด้วยปัญญา
เข้าใจความหมายของเมื่อเห็นแล้วก็ไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ ไม่ใช่เพียงแค่สังวรณ์ โดยที่ไม่มองไม่ดู แต่ด้วยปัญญาที่รู้ว่าเพราะการรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้นต่างหาก ที่ทำให้สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นน่ะไม่ใช่เรา
![]()