จดหมายจากนีน่า
 


 

จดหมายฉบับที่ ๑๐

จาการ์ตา

๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๖

เรียน คุณจารุพรรณ

ทีนี้ดิฉันจะได้ตอบคำถามอื่นๆ ต่อไป

คำถาม ดิฉันระลึกรู้แต่แข็งและอ่อนเท่านั้น ไม่ได้ระลึกสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือเห็น ดิฉันคิดว่าสติระลึกรู้เห็นยากที่สุด เพราะยึดถือสิ่งที่เห็นทางตาอย่างมาก สิ่งที่ปรากฏทางตาดูเหมือนจะคงอยู่ ไม่ดับไปเลย ในขณะที่เสียงดูเหมือนดับไปหลังจากเกิดขึ้นแล้ว นั่นเป็นเสียงดับหรือ การระลึกรู้เสียงดูจะยากน้อยกว่า

คำตอบ ขึ้นอยู่กับสติว่าระลึกรู้สภาพธรรมใด สติเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ เรารู้หรือเปล่าว่าสติเป็นอย่างไร หรือว่าเราปนสติกับการคิดเรื่องสภาพธรรม ถึงแม้เราเชื่อว่า มีสติระลึกรู้แข็ง อาจจะมีแต่การคิดเรื่องแข็งเท่านั้นก็ได้ คิดเรื่องขวดที่แข็งกระทบแทนที่จะระลึกรู้เฉพาะลักษณะแข็งเท่านั้น เราแน่ใจหรือว่าเป็นนามซึ่งรู้แข็ง และเป็นรูปที่แข็ง ถ้าเราไม่แน่ใจ เราก็ยังปนนามกับรูป เมื่อแข็งปรากฏก็จะต้องมีสภาพธรรมที่รู้แข็งนั้นด้วย แต่สติระลึกรู้สภาพธรรมได้ทีละอย่าง เราอยากจะรู้ชัดว่าสภาพธรรมอะไรกำลังปรากฏในขณะนี้ นามหรือรูป แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ในตอนต้น เราอาจจะสงสัยว่าจะระลึกรู้สภาพธรรมที่เราไม่รู้ชัดได้อย่างไร เมื่อเรายึดถือสติเป็นตัวตนก็ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะระลึกรู้สภาพธรรมต่างๆ อย่างไรก็ตามสติไม่ใช่ตัวตนที่ระลึก และสติก็มีปัจจัยมาจากการฟังและพิจารณาพระธรรมในอดีตมาแล้วด้วย เมื่อมีปัจจัยที่สมควรให้สติเกิด สติก็ระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏทีละอย่าง เป็นนามธรรมหรือรูปธรรมก็ได้

เราเลือกอารมณ์ให้สติไม่ได้ ดูออกจะยากที่จะระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา เราอาจจะเสียดาย แต่ขณะที่เสียดายนั้นก็ไม่ควรลืมว่า แม้ขณะนั้นก็มีสภาพธรรมต่างๆ ที่สติระลึกรู้ได้ ถ้าเราไม่เลือกระลึกรู้บางอารมณ์ก็จะมีปัจจัยให้สติระลึกรู้สภาพธรรมต่างๆ ได้ ซึ่งสติก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น

คุณกล่าวว่าสติระลึกรู้เสียงดูจะง่ายกว่าระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา และเสียงดูเหมือนจะหยุดหลังจากที่ปรากฏแล้ว เรารู้แน่หรือว่าอะไรหยุด เสียงหรือได้ยิน เราแยกเสียงออกจากได้ยินได้จริงๆ หรือ หรือคล้ายกับว่ารวมกันอยู่ ถ้าเช่นนั้นก็ยังไม่ใช่การระลึกรู้ที่ถูกต้องในสภาพธรรมเหล่านี้

เมื่อดูเหมือนว่าเสียงหยุด ไม่ใช่ความคิดเรื่องเสียงที่หยุดหรอกหรือ แทนที่จะระลึกรู้ลักษณะของเสียง เสียงเป็นสภาพธรรมที่ปรากฏทางหู เราไม่ต้องคิดหรือใช้ชื่อเรียกว่า "เสียง" เพื่อระลึกรู้ลักษณะของเสียง เสียงเป็นรูป เสียงไม่รู้อะไรเลย เสียงต่างจากได้ยินซึ่งเป็นนามธรรมที่รู้เสียง

นามและรูปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่จะประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่รู้ชัดในลักษณะที่ต่างกันของนามและรูป ปัญญาต้องเจริญขึ้นจึงจะรู้ชัดสภาพที่ต่างกันของนามและรูปได้อย่างชัดเจนก่อน และต่อไปเมื่อปัญญาเจริญขึ้นจึงจะประจักษ์แจ้งการเกิดดับของนามและรูปได้

เราอาจจะคิดว่าสภาพธรรมประเภทหนึ่งรู้ได้ง่ายกว่าสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่ง แต่ในขั้นต้นไม่มีสภาพธรรมใดที่จะรู้ได้ชัดเลย แทนที่จะหลงเข้าใจผิดก็ควรรู้ตัวว่ายังไม่รู้อะไรบ้าง ซึ่งก็จะทำให้เพียรระลึกรู้สภาพธรรมใดๆ ก็ได้ที่กำลังปรากฏโดยไม่บังคับสติ

ดิฉันอยากจะนำปัญหาธรรมที่ดิฉันได้รับจากผู้อื่นรวมไว้ในจดหมายฉบับนี้ด้วย

คำถาม รักษาศีล ๕ เพียงพอในการดำเนินชีวิตที่เป็นกุศลหรือไม่ ดิฉันรู้สึกว่าตราบใดที่เราไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็ไม่มีกิเลส ถูกไหม

คำตอบ เราอาจรักษาศีล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราหมดกิเลสแล้ว พระอรหันต์เท่านั้นที่หมดกิเลส เราควรเจริญปัญญารู้สภาพจิตต่างๆ ของเราและเราจะรู้ว่ามีอกุศลจิตมากกว่ากุศลจิต

กิเลสมีระดับต่างๆ กันหลายระดับ หยาบ กลาง ละเอียด อกุศลกรรมทางกาย วาจาหรือใจ เป็นกิเลสอย่างหยาบ แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้กระทำอกุศลกรรม ก็มีอกุศลจิตเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลาง เช่น ความยินดียินร้าย ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำชั่ว แต่ก็ยังเป็นอกุศล ดังนั้นจึงเป็นโทษภัย อกุศลจิตเกิดแล้วก็ดับไป แต่ความโน้มเอียงในทางอกุศลก็สะสมไว้ และเป็นปัจจัยให้อกุศลเกิดขึ้นอีก อกุศลธรรมที่สะสมเป็นกิเลสอย่างละเอียด แต่ถึงแม้จะชื่อว่าละเอียดก็ยังเป็นโทษภัย เพราะเป็นเหมือนเชื้อโรคที่ฟักตัวอยู่ในร่างกายซึ่งอาจจะออกฤทธิ์เมื่อใดก็ได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ขจัดให้หมดไป กิเลสเหล่านั้นเป็นปัจจัยให้อกุศลจิตและอกุศลกรรมเกิดขึ้น และเราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต่อไป

จิตรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมีชวนวิถีจิตทั้งทางปัญจทวารและทางมโนทวาร ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์นั้นชวนจิตก็เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต เช่น เมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาและไม่รู้สิ่งอื่นเลย อกุศลจิตทางตาก็เกิดขึ้นในสิ่งที่เห็นทางตาได้ สภาพธรรมเหล่านี้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาและเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยของตนๆ เวลาไม่ให้ทาน ไม่รักษาศีล หรือไม่เจริญภาวนา ชวนจิตก็เป็นอกุศลจิตเกือบตลอดเวลาโดยไม่สังเกต โลภะพร้อมที่จะเกิดขึ้นบ่อยมากหลังจากการเห็นและการรู้อารมณ์อื่น หลังวาระของการเห็นแล้วก็อาจมีการคิดเรื่องราว และการคิดก็เป็นอกุศลเมื่อไม่ได้เป็นไปในทางกุศล ซึ่งโดยมากเกิดขึ้นเป็นไปกับโลภะ โลภะเกิดร่วมกับความรู้สึกดีใจหรือความรู้สึกเฉยๆ เราอาจไม่ได้สังเกตโลภะที่เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ พอใจที่จะประสบกับทุกสิ่งที่เราคุ้นเคยรอบตัวเรา เช่น เครื่องแต่งบ้านหรือข้าวของอื่นๆ เราไม่อยากขาดสิ่งเหล่านี้และนั่นก็แสดงให้เห็นโลภะของเรา ขณะที่เรานั่งเราชอบความอ่อนนุ่มไหม เวลานั่งบนพื้นแข็งๆ โทสะก็มักจะเกิด โทสะเกิดจากโลภะ เมื่อมีสติระลึกรู้สภาพธรรมต่างๆ ก็จะรู้ว่ามีอกุศล-จิตมากกว่าที่เราเคยคิด รู้ความจริงดีกว่าหลอกตัวเอง

แม้เมื่อเรารักษาศีลได้และไม่ล่วงศีลเป็นเวลานานก็ใช่ว่าเราจะไม่ล่วงศีลตลอดไป ตราบใดที่เรายังไม่ได้เป็นพระโสดาบันซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมขั้นแรก ก็ยังมีปัจจัยให้อกุศลกรรมเกิดขึ้นซึ่งอาจจะทำให้เกิดในทุคติ ตัวอย่างเช่น เมื่อชีวิตประสบอันตราย เราก็อาจจะล่วงศีล ปัญญารู้นามรูปในขั้นพระโสดาบันเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยให้ศีลบริสุทธิ์ ถึงขั้นที่จะไม่ล่วงศีลห้าอีกต่อไป

คำถาม ถึงแม้ดิฉันจะทราบว่าการได้ลาภ ยศ และสรรเสริญไม่ยั่งยืนและเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย ดิฉันก็อดเสียใจไม่ได้เมื่อไม่ได้ยศหรือตำแหน่ง ซึ่งดิฉันเชื่อว่าดิฉันสมควรได้ ดิฉันควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มีความทะเยอทะยานน้อยลง

คำตอบ เราทะเยอทะยานเพราะเราถือว่าสำคัญ ความยึดมั่นทำให้เราไม่มีความสุข ขณะที่เราบากบั่นให้ได้อะไรสักอย่าง ขณะนั้นก็มีความยึดมั่น และเมื่อเราได้สิ่งที่เราต้องการมาแล้วเราก็ยึดไว้แน่น ความยึดมั่นเป็นสาเหตุของความขัดข้องใจไม่จบสิ้น เราต้องการให้ "ตัวตน" สำคัญยิ่งขึ้น แต่แล้วก็ยิ่งยากที่จะถอนตัวตน ถ้าเรานึกถึงผู้อื่นมากขึ้น ตัวตนก็จะสำคัญน้อยลง

เราอาจจะเคยคิดเรื่องความไม่แน่นอนของสภาพธรรมต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เรื่องความไม่แน่นอนของสิ่งทั้งหลาย ที่น่ารื่นรมย์ใจ แต่ถ้าเราไม่ได้เจริญปัญญาโดยระลึกรู้สภาพธรรม ที่ปรากฏ ปัญญาก็จะไม่คมกล้าพอที่จะละคลายการยึดมั่นได้

เราไม่ควรเจริญปัญญาต่อเมื่อเราผิดหวังหรือเป็นทุกข์เท่านั้น แต่เราควรเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไม่เริ่มเดี๋ยวนี้จะละคลายการยึดมั่นในตัวตนได้อย่างไร เรายึดมั่นในร่างกายของเรามากเหลือเกิน ซึ่งอันที่จริงแล้วก็เป็นแต่เพียงธาตุต่างๆ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแข็งอาจปรากฏและถ้ามีสติระลึกรู้ก็จะรู้ว่าเป็นแต่เพียงแข็ง เท่านั้น ไม่ใช่ร่างกายที่เป็นของเรา ความแข็งเป็นแต่เพียงสภาพแข็ง ไม่ว่าสภาพแข็งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ร่างกายหรือความแข็งภายนอก เมื่อสติเกิดขึ้นระลึกรู้แข็งที่กำลังปรากฏ ก็จะเริ่มรู้ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ตัวตน เมื่อความเข้าใจนามธรรม และรูปธรรมเจริญขึ้น ก็จะรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลาย เช่น ยศ หรือสรรเสริญ ก็เป็นแต่เพียงธาตุและไม่เป็นของใครเลย ฉะนั้นจึงมีศรัทธาในพระธรรมมั่นคงขึ้น และก็จะเห็นว่าพระธรรมมีคุณค่ายิ่งกว่าเกียรติยศหรือคำสรรเสริญ

เราอาจจะหลงในลาภ สักการะ ชื่อเสียงได้ง่าย สิ่งเหล่านี้หลอกลวงเพราะดูเหมือนเป็นที่น่าปรารถนา แต่ก็นำไปสู่ความทุกข์ ในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ลาภสักการสังยุตต์ มีพระสูตร ๔๓ ข้อ ที่ชี้ให้เราเห็นอันตรายของลาภ สักการะและชื่อเสียงว่าเป็นอันตรายเสมือนเบ็ดตกปลาของชาวประมง เสมือนอัสนิบาต เหมือนลูกศรอาบยาพิษที่แทงคนให้มีบาดแผล เหมือนลมเวรัมภาซัดนกที่บินอยู่ในอากาศ คนที่ไม่พูดเท็จง่ายๆ ก็จงใจพูดเท็จเมื่อถูกความปรารถนา ลาภ สักการะ ชื่อเสียงครอบงำ ข้อความในพระสูตรที่ ๑๐ มีว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภ สักการะ ชื่อเสียง ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ อันสักการะครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไปต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อนึ่ง เราเห็นบางคนในโลกนี้อัน ความเสื่อมสักการะ ครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไปต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราเห็นบางคนในโลกนี้ อันสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองอย่างครอบงำ ย่ำยีจิตแล้วเมื่อตายไปต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภ... เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักละลาภ สักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแล้วเสีย และลาภสักการะและชื่อเสียงที่ไม่บังเกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่ไม่ได้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ"

สมาธิของผู้ใดที่เขาสักการะ อยู่ด้วยผลสมาธิหาประมาณมิได้ ไม่หวั่นไหวด้วยสักการะและความเสื่อมสักการะ ผู้นั้นเพ่งอยู่ ทำความเพียรเป็นไปติดต่อ เห็นแจ้งด้วยทิฏฐิอย่างละเอียด ยินดีในพระนิพพาน เป็นที่สิ้นอุปาทาน บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า สัปบุรุษ ดังนี้ ฯ

ด้วยเมตตา

นีน่า วัน กอร์คอม