จดหมายจากนีน่า
 


 

จดหมายฉบับที่ ๒

โตเกียว

๒๐ เมษายน ๒๕๑๔

ถึง สหายธรรมที่นับถือ

ดิฉันขอทบทวนคำถามของคุณอีกครั้ง

"สติเกิด แต่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปได้ไม่บ่อย ดิฉันจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ได้อย่างไร"

ขณะนี้มีเห็นไหม เห็นมีลักษณะที่รู้ได้จริงๆ เป็นนามชนิดหนึ่งไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ที่รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาโดยอาศัยจักขุทวาร

ขณะนี้มีได้ยินไหม ได้ยินมีลักษณะอย่างหนึ่ง

ขณะนี้มีเจ็บไหม เจ็บมีลักษณะอย่างหนึ่ง

ขณะนี้มีโทสะไหม โทสะมีลักษณะอย่างหนึ่ง

ขณะนี้มีอ่อนไหม อ่อนมีลักษณะอย่างหนึ่ง

ขณะนี้มีร้อนไหม ร้อนมีลักษณะอย่างหนึ่ง

ลักษณะของนามและรูปไม่ใช่สิ่งอื่นที่นอกไปจากสิ่งที่รู้ได้เดี๋ยวนี้ขณะนี้เอง สภาพธรรมทุกอย่างที่ปรากฏมีลักษณะต่างๆ กัน และสามารถระลึกรู้ได้ทีละอย่าง ทีละขณะ เห็นเป็นนาม สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นรูป ทั้งนามและรูปมีลักษณะต่างกัน

คุณเขียนมาว่า คุณไม่สามารถรู้ว่าเห็นกับการคิดถึงสิ่งที่เห็นต่างกันอย่างไร คุณอาจคิดว่าขณะที่เห็นนั้นก็มีคิดถึงสิ่งที่เห็นด้วย เวลาเราใส่ใจกับรูปทรงสัณฐานของสิ่งใด เช่น เก้าอี้ หรือคน เป็นการคิด แต่ไม่มีขณะที่เพียงรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาด้วยหรอกหรือ ไม่ได้คิดหรือกำหนดรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรอยู่ตลอดเวลา แน่ละในตอนต้น เรายังไม่สามารถรู้สภาพธรรมตามที่เป็นจริง แต่จะระลึกรู้ลักษณะต่างๆ ของสภาพธรรมเป็นครั้งคราวไม่ได้หรือ การรู้ลักษณะนามและรูปมีระดับขั้นต่างๆ และเมื่อปัญญาเจริญขึ้น ก็จะรู้นามรูปชัดขึ้น

พระพุทธองค์ทรงแสดงสภาพธรรมโดยนัยต่างๆ เพื่อให้บุคคลทั้งหลายสามารถรู้สภาพธรรมว่าเป็นนามธาตุและรูปธาตุ ไม่ใช่ตัวตน ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค นันทโกวาทสูตร ข้อ ๗๖๙ ท่านพระนันทภิกษุ ต้องแสดงธรรมแก่พวกภิกษุณี พระพุทธองค์ตรัสให้พวกพระนันทะแสดงธรรมที่ได้แสดงแล้วซ้ำอีก ทำไมหรือ ก็เพราะอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ของภิกษุณีเหล่านั้นแก่กล้าขึ้น และเมื่อได้ฟังพระธรรมที่ได้แสดงแล้วซ้ำอีกก็จะเป็นปัจจัยที่สมควรให้ภิกษุณีเหล่านั้นบรรลุอริยสัจธรรมตามที่พร้อมจะบรรลุได้ จะเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร เป็นเพราะว่าภิกษุณีเหล่านั้นเพียงกำลังฟังและคิดเรื่องที่ได้ฟังเท่านั้นหรือ หรือน่าจะเป็นเพราะว่ามีสติเกิดขึ้นขณะกำลังฟัง ขณะฟังสติก็เกิดขึ้นระลึกรู้นามและรูป เห็น ได้ยิน คิดนึก หรือความรู้สึก หรือสภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งใน ๖ ทวาร เมื่อดิฉันยกคำที่พระนันทะกล่าว บางคนอาจจะคิดว่า "เท่านั้นหรือ" อย่างไรก็ตาม คณะที่เราฟังอย่างมีสติ เราก็สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ ข้อความมีว่า

(๗๖๙) น. "ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน จักษะเที่ยงหรือไม่เที่ยง"

ภิ. "ไม่เที่ยง เจ้าข้า"

น. "ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข"

ภิ. "เป็นทุกข์เจ้าข้า"

น. "ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา"

ภิ. "ไม่ควรเลยเจ้าข้า"

น. "ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสต... ฆานะ... ชิวหา.. กาย... มโน เที่ยงหรือไม่เที่ยง ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา"

ภิ. "ไม่ควรเลยเจ้าข้า"

น. "นั่นเพราะเหตุไร"

ภิ. "เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาที่เห็นชอบตามความเป็นจริงว่า หมวดวิญญาณ ๖ ของเราไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า"

"อายตนะภายใน" ๖ ได้แก่ทวาร ๕ และมโนทวาร ข้อความอย่างเดียวกันเกี่ยวกับ "อายตนะภายนอก" ๖ คือ สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และรูปทางใจ ข้อความอย่างเดียวกันกับ "การรับรู้ทางทวาร ๖" ซึ่งรู้อารมณ์เหล่านี้ ท่านพระนันทะกล่าวต่อไปว่า

น. "ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล"

"ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีป น้ำมันกำลังติดไฟอยู่ น้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแลเที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล"

ภิ. "หามิได้เจ้าข้า"

น. "นั่นเพราะเหตุไร"

ภิ. "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น น้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน"

น. "ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกันแล บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า อายตนะภายใน ๖ ของเราไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้นเที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล"

ภิ. "หามิได้ เจ้าข้า"

"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะดับปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ จึงดับไป"

คุณเขียนมาว่า สติทำให้คุณคลายความกังวลลงเมื่อมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เมื่อมีปัจจัยให้สติและปัญญาเกิด เราก็ไม่ถูกสิ่งที่ปรากฏทางทวาร ๖ ครอบงำ แต่ก็มีหลายขณะที่หลงลืมสภาพธรรม เช่น เวลารู้สึกเครียด เรามักจะยึดถือความเครียดเป็นตัวตน เรารู้สึกว่ายากมากที่จะเห็นว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย

บางครั้งเราต้องประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ และมีอกุศลวิบากทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย วันก่อนมีคนมาตีดิฉันโดยมีเจตนาที่จะล้อเล่น ความรู้สึกที่โดนตีเป็นอกุศลวิบากทางกาย ทำไม ทำไมสิ่งนี้จึงต้องเกิดขึ้น ขณะนั้นเราอาจรู้สึกไม่พอใจและไม่มีสติ แน่ละดิฉันทราบว่าทำไมจึงเกิดขึ้น เป็นเพราะอกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของกรรม ดังนั้นเราจะเห็นว่าทุกสิ่งที่ประสบเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยและความชอบไม่ชอบของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และความรู้สึกของเราก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย เพราะความชอบ ความไม่ชอบของเรา ไม่ใช่วิบาก แต่เกิดกับอกุศลจิตซึ่งมีปัจจัยมาจากกิเลสของเราที่สะสมไว้ มีปัจจัยหลายชนิดที่มีบทบาทในชีวิตเรา

ดิฉันขอคัดข้อความต่อไปในพระสูตร ท่านพระนันทะกล่าวต่อไปว่า

(๗๗๖) น. ดูกรน้องหญิง เปรียบเหมือนคนฆ่าโคใช้มีดแล่โคอันคม ชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีแล่โคอันคม เถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ดูกร น้องหญิงทั้งหลาย คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้นชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล

ภิ. "หามิได้ เจ้าข้า"

น. "นั่นเพราะเหตุไร"

ภิ. "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาดโน้นฆ่าโคแล้ว ...เอาปิดโคไว้ แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ก็จริง ถึงกระนั้นแล โคนั้นก็แยกกันแล้วจากผืนหนังนั้น"

(๗๗๗) น. "ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด เนื้อความในอุปมานั้นมีดังต่อไปนี้ ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้นเป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ ส่วนหนังข้างนอกนั้นเป็นชื่อของอายตนะภายนอก ๖ เนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่างนั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคอันคมนั้นเป็นชื่อของปัญญาอันประเสริฐ ซึ่งใช้เถือ แล่ คว้านกิเลสในระหว่าง สัญโญชน์ในระหว่างเครื่องผูกในระหว่างได้"

เมื่อท่านพระนันทะเทศนาจบแล้วภิกษุณีเหล่านั้นก็ได้ลาไป พระพุทธองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า "...ภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมเทศนาของนันทะทั้งๆที่ยังไม่มีความดำริบริบูรณ์เลย"

ข้อความต่อไปมีว่า

ในลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพระนันทะว่า "ถ้าเช่นนั้น วันพรุ่งนี้เธอก็พึงกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนั้นเหมือนกัน"

ข้อความมีว่า หลังจากท่านพระนันทะได้แสดงธรรมซ้ำแก่ภิกษุณีจบลงเป็นครั้งที่ ๒ พระพุทธองค์ตรัสว่า

"ภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมเทศนาของนันทะทั้งๆ ที่มีความดำริบริบูรณ์แล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีทั้งห้าร้อยรูปนั้น (ผู้บรรลุสัจจธรรมขั้นต่ำสุด) รูปสุดท้ายยังเป็นถึงพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า"

คุณอาจคิดว่า ภิกษุณีเหล่านั้นได้รู้ชัดในความไม่เที่ยงของสภาพธรรมแล้วตั้งแต่ครั้งแรก แต่การรู้แจ้งสัจธรรมมีหลายขั้น การที่ท่านพระนันทะแสดงธรรมซ้ำอีกจึงเป็นปัจจัยให้ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน และผู้ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลแล้วได้บรรลุเป็นอริยสัจธรรมขั้นสูงเมื่อพร้อมที่จะบรรลุ

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การฟังหรือการอ่านพระธรรมคำสอนก็เป็นปัจจัยให้สติและปรัชญาเจริญขึ้นจนถึงขั้นการรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้

ข้อความใจพระสูตรข้างต้นเกี่ยวกับเรื่องชำแหละโค เวลาเรารวมสภาพธรรมต่างๆ เข้าด้วยกันเป็น "กลุ่มก้อน" ที่เรายึดมั่นว่าเป็น "สิ่งหนึ่งสิ่งใด" เป็น "ตัวตน" เราไม่ยึดมั่นในสิ่งที่ถูก "ชำแหละ" ออกเป็นธาตุต่างๆ นั่นคือ เมื่อปัญญารู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นรูป ไม่ใช่ตัวตน รู้ว่าแข็งเป็นรูป ไม่ใช่ตัวตน ได้ยินเป็นนาม ไม่ใช่ตัวตน และสภาพธรรมอื่นๆ ที่ปรากฏทางทวาร ๖ ก็เช่นกัน

หลังจากที่ดิฉันได้พิมพ์ข้อความเรื่อง "ชำแหละโคแล้ว" สามีและดิฉันรับประทานอาหารค่ำ ขณะที่เรากำลังรับประทาน ยังคงมัว "ชำแหละโค" ดิฉันชอบอาหารและระลึกถึงข้อความในพระสูตรได้ว่า เรามักจะเพลิดเพลิน ยินดี และติดข้อง เราติดข้องอยู่กับ "เนื้อล่ำ" แต่ปัญญาสามารถชำแหละออกได้ พระสูตรนี้เป็นปัจจัยให้ดิฉันมีสติระลึกรู้นามและรูปต่างๆ ที่ปรากฏ

เราติดข้องอยู่กับโลภะและความยินดีพอใจในสิ่งที่ปรากฏ ทาง ๖ ทวาร

เราชอบรส ชอบการลิ้มรส เราอยากลิ้มรสต่อไป

เราชอบสี่งที่ปรากฏทางตา ชอบเห็น เราอยากเห็นต่อไป

เราชอบเสียง ชอบได้ยิน เราอยากได้ยินต่อไป

เราชอบเรื่องราว ชอบคิด เราอยากคิดต่อไป

ดังนั้นจึงมีปัจจัยทึ่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไป เป็นเพราะตัณหานั่นเองที่ทำให้เราต้องเกิดอีก นามและรูปจะเกิดอีกในภพอื่นๆ เกิดแล้วก็เกิดอีก

ทำไมภิกษุณีจึงต้องฟังเทศนาเดียวกันซ้ำอีก เพียงฟังครั้งเดียวไม่พอ ดิฉันต้องฟังแล้วฟังอีกๆ หลายๆ ครั้ง ดิฉันยังติดข้องอยู่กับอายตนะภายในและอายตนภายนอก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงจะต้องระลึกรู้เห็น สี ได้ยิน เสียง นามและรูปทั้งหมดที่ปรากฏทางทวาร ๖ ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เลือกสภาพธรรมใดๆ จะต้องระลึกรู้ลักษณะนามและรูปซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าปัญญาจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ดังนั้นเราจึงมีกิจมากที่จะชำแหละโค

คุณถามดิฉันว่าเราจะรู้ปัจจัยของนามและรูปโดยการระลึกรู้ได้อย่างไร และจะต่างกับการคิดเรื่องปัจจัยหรือไม่

การเข้าใจปัจจัยมีหลายขั้น ก่อนอื่นเราควรเข้าใจปัจจัยด้วยการศึกษาปริยัติเช่น รู้ว่า จักขุปสาทเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็น เพราะมีรูปซึ่งเป็นที่เกิด เป็นวัตถุที่ตั้งของการเห็น ถ้าไม่มีจักขุปสาท ก็ไม่เห็น สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นปัจจัยของการเห็นโดยเป็นอารมณ์ของการเห็น เห็นวิบากจิตที่เกิดเพราะกรรม กรรมปัจจัยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมเกิดมีหลายอย่าง

การเข้าใจปัจจัยโดยปริยัติไม่เหมือนกับปัญญาที่รู้แจ้งปัจจัยของนามและรูปที่ปรากฏ ปัญญาขั้นนั้นเป็นวิปัสสนาญาณซึ่งจะเกิดก่อนวิปัสสนาญาณขั้นต้นไม่ได้ วิปัสสนาญาณขั้นต้นคือปัญญาซึ่งประจักษ์แจ้งลักษณะที่แยกขาดกันของนามและรูป ดังนั้นจึงรู้นามว่าเป็นนาม และรู้รูปว่าเป็นรูป เห็น เป็นสภาพธรรมที่รู้สิ่งซึ่งปรากฏทางตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นนามธรรม ไม่ต้องคิดอย่างนี้เลยื เมื่อลักษณะของเห็นปรากฏแล้วจะรู้ไม่ได้หรือ เห็นต่างจากสิ่งที่ปรากฏทางตา สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นรูปซึ่งรู้ได้ทางจักขุทวาร รูปไม่รู้อะไรเลย ได้ยิน เป็นสภาพธรรมที่รู้เสียงทางโสตทวาร ต่างกับเสียง ซึ่งเป็นรูปที่รู้ได้ทางหู ปัญญาสามารถรู้ได้ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล สภาพที่เห็นหรือได้ยิน เป็นนามธรรมและนามก็ต่างจากรูป

ปัญญาสามารถรู้ได้ว่า นามและรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัยต่างๆ ไม่ใช่ไม่มีปัจจัย วิปัสสนาญาณขั้นสูงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อปัญญาประจักษ์แจ้งปัจจัยของนามและรูปที่ปรากฏ

บางคนคิดว่าการรู้ปัจจัยของโทสะจะทำให้ขจัดโทสะได้ เขาคิดว่ารู้ปัจจัยคือการคิดถึงเหตุการณ์ หรือ "เรื่องราว" แต่นั่นไม่ใช่ปัญญาที่รู้แจ้งปัจจัย เป็นการคิด "เรื่อง" บัญญัติต่างๆ และขณะนั้นจะไม่คิดเลย หรือว่า "โทสะของฉัน"

เราจะรู้โทสะตามความเป็นจริงได้อย่างไร เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะกำจัดโทสะได้ในที่สุด จะต้องรู้ว่าเป็นนามไม่ใช่ตัวตน เกิดเพราะปัจจัย ไม่เพียงแต่โทสะเท่านั้นที่จะต้องรู้ตามความเป็นจริง สภาพธรรมทั้งหมดที่ปรากฏทางทวาร ๖ ก็ต้องรู้ด้วย สำหรับโทสะนั้นสาเหตุที่แท้จริงของความขุ่นเคืองหรือความโกรธ ไม่ใช่เหตุการณ์ ไม่ใช่บุคคลอื่น แต่เป็นการสะสมโทสะของเราเอง โทสะไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะปัจจัย ดังนั้นเราจะเห็นว่าการคิดถึงเรื่องราวหรือเหตุการณ์นั้นไม่ทำให้เรารู้จักโทสะดีขึ้น เราสะสมมาที่จะคิดมากมาย เมื่อคิดเรื่องโทสะก็ระลึกรู้ได้ว่าคิดก็เป็นนามธรรม ไม่ใช่ตัวตน

อวิชชา การไม่รู้สภาพธรรมต่างๆ จะหมดไปไม่ได้โดยเพียงแต่คิดเรื่องสภาพธรรมเท่านั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องสภาพธรรมที่ปรากฏทางทวาร ๖ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อเตือนให้สติเกิดระลึกรู้สภาพธรรมเหล่านั้น ด้วยวิธีนี้ปัญญาจึงจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง และอวิชชาหรือความเห็นผิดจึงจะดับเป็นสมุจเฉท

ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อวิชชาสูตร มีข้อความว่า

พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น"

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรภิกษุ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่ ซึ่งตา... เห็นอยู่ซึ่งรูป... จักขุวิญญาณ ซึ่งหู... เสียง... โสตวิญญาณ ซึ่งจมูก... กลิ่น... ฆานวิญญาณ ซึ่งลิ้น... รส... ชิวหาวิญญาณ ซึ่งกาย... โผฏฐัพพะ... กายวิญญาณ ซึ่งใจ... ธรรมมารมณ์... มโนวิญญาณ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิด ฯ"

ด้วยเมตตา

นีน่า วัน กอร์คอม