จดหมายจากนีน่า
 


 

จดหมายฉบับที่ ๓

กรุงเฮก

มีนาคม ๒๕๑๘

เรียน คุณวอลเตอร์

"ผมถือมั่นวัฒนธรรมและประเพณีคริสต์ ฉะนั้นโลกของพุทธศาสนาจึงแปลกสำหรับผม ผมสนใจพุทธศาสนาในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ผมก็เชื่อว่าพุทธศาสนาช่วยให้ผมรู้จักตัวเองดีขึ้น สิ่งที่ผมไม่ชอบในพุทธศาสนาก็คือความคิดเรื่องการดับกิเลสด้วยตนเอง"

แน่ละ เรายึดมั่นวัฒนธรรมและประเพณีที่เราถูกอบรมมา เป็นธรรมดาที่เรารู้สึกสบายใจในสิ่งที่เราเคยชิน พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ใครต้องทิ้งวัฒนธรรมและประเพณี ความนิยมและไม่นิยมของผู้นั้น จากพระธรรมคำสอนเราจะเข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆ ของการกระทำ คำพูด ความคิดของเรามากขึ้น ของการประสบกับสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจต่างๆ มากขึ้น เราไม่ต้องพยายามเปลี่ยนชีวิตของเรา แต่พระธรรมคำสอนทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น

ดิฉันเข้าในที่คุณไม่ชอบความคิดเรื่องการดับกิเลสด้วยตนเอง ไม่มีใครดับกิเลสให้เราได้ "ตัวตน" ก็ละกิเลสให้ไม่ได้ แต่ปัญญานั่นเองที่ทำให้เราเป็นอิสระมากขึ้น เป็นทาสกิเลสต่างๆ ของเราน้อยลง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหนทางที่จะนำไปสู่การดับกิเลส เราดำเนินตามทางนี้โดยการเจริญปัญญารู้สภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏทั้งภายใน และภายนอกตัวเรา

เมื่อคุณเห็นแล้วว่าพระธรรมสามารถทำให้เรารู้จักตัวเรา คุณคงไม่คิดอีกต่อไปว่าพระธรรมเป็นของวัฒนธรรมใดโดยเฉพาะที่ทำให้คุณรู้สึกแปลก คุณคงคิดว่ามีคุณค่าที่พบว่าพระธรรมสามารถช่วยคุณได้โดยตรงขณะนี้ในชีวิตประจำวัน

หลายศาสนาสอนว่าเราควรรักเพื่อนมนุษย์ แต่เรารู้วิธีที่จะทำให้ความรักชนิดนี้เกิดขึ้นหรือไม่ เรารู้ไหมว่าความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวเป็นอย่างไรและเกิดขึ้นเมื่อไร ดิฉันคิดว่าข้อสำคัญจะต้องรู้ให้ชัดเจนว่า ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวนั้นเป็นอย่างไร เราไม่เข้าใจผิดว่าความยินดีพอใจติดข้องเป็นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวบ่อยๆ หรอกหรือ เราอาจหลงไปได้เมื่อไม่รู้ว่าความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวเป็นอย่างไร เมื่อดูเหมือนว่าเราเอื้อเฟื้ออย่างบริสุทธิ์ใจนั้น ก็อาจจะมีความคิดเห็นแก่ตัวหลายครั้ง

พระธรรมสอนให้เรารู้ความต่างกันของจิตประเภทต่างๆ เวลาที่มีความเอื้อเฟื้ออย่างบริสุทธิ์ใจนั้น เราคิดถึงความสุขสบายของผู้อื่น และไม่มีความเห็นแก่ตัว แต่เมื่อใดที่มีความติดข้องก็หวังความสุขสบายและหวังลาภผลของตนเอง ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวเป็นกุศล การติดข้องเป็นอกุศล ขณะหนึ่งอาจจะเป็นเมตตา แต่หลังจากนั้นครู่เดียวก็อาจจะมีความเห็นแก่ตัวหลายขณะ ไม่มีจิตสักขณะเดียวที่คงอยู่ แต่มีจิตประเภทต่างๆ เกิดดับสืบต่อกันไปทีละขณะ

เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด เช่นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันทีสืบต่อด้วยจิตประเภทอื่นต่อไป จิตเกิดดับเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจนเราไม่ได้สังเกต ถ้าเราไม่ได้อบรมเจริญปัญญาในขณะนี้ ดูเหมือนว่าความรักที่ไม่ได้เห็นแก่ตัวไม่ได้ดับ แต่ตามความเป็นจริงนั้นดับไปทันทีที่เกิดขึ้น

เวลาที่เรารักผู้อื่นอาจมีบางขณะที่เราคิดถึงความสุขของผู้นั้นอย่างแท้จริง แต่ขณะเหล่านั้นก็ไม่คงอยู่ เมื่อดับไปแล้วความติดข้องเห็นแก่ตัวก็อาจจะเกิดขึ้น ความติดข้องมีอาการต่างๆ และมีหลายระดับขั้น อาจจะเป็นขั้นหยาบ เช่น ความโลภหรืออยากได้ หรืออาจจะเป็นการติดข้องอย่างละเอียดกว่านั้นที่เราไม่ได้สังเกต

พ่อแม่อาจคิดว่ามีแต่ความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวต่อบุตร แต่จริงหรือ พ่อแม่อาจจะมีอาการหวงแหนลูก และคิดว่าลูกเป็น "ของฉัน" และอาจจะติดข้องในความรู้สึกเป็นสุขที่ได้อยู่กับลูก ออกจะยากที่จะเข้าใจว่า ความพอใจติดข้องเป็นอกุศล เพราะโดยทั่วไปสังคมถือว่าการติดข้องหลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่ดี ตราบที่ยังไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เมื่อความติดข้องมีกำลัง เช่น ความโลภ ความอยากได้ซึ่งเป็นเหตุให้กระทำกรรมชั่ว ผู้คนก็จะยอมรับว่าเป็นโทษอันตราย แต่เมื่อเราติดบุคคล ติดสิ่งสวยๆ งามๆ หรือสิ่งแวดล้อมที่น่าพอใจ ก็ออกจะยากที่จะเห็นว่าการติดเช่นนั้นไม่เป็นกุศล อย่างไรก็ตาม เราอาจจะเข้าใจว่าการติด ไม่ว่าหยาบหรือละเอียดก็ต่างกับขณะที่มีความเอื้อเฟื้อจริงๆ ในขณะที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว

ทุกคนมีโลภะเหนียวแน่น โลภะเกิดแล้วเกิดอีก จึงเป็นการดีที่จะรู้ขณะจิตที่มีโลภะอย่างละเอียดขึ้น เมื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ได้ยินเสียงไพเราะ ความพอใจสิ่งที่เห็นหรือได้ยินก็แทบจะเกิดขึ้นทันที บังคับบัญชาไมได้ เพราะมีเหตุปัจจัยที่พร้อมจะให้เกิดขึ้น เราติดสิ่งที่น่าพอใจวันนี้ก็เพราะว่า เราติดข้องมาแล้วในอดีต โลภะวันนี้เป็นปัจจัยให้เกิดโลภะต่อไปในอนาคต

โลภะเป็นเหตุของทุกข์ เราอยากให้เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นกับชีวิตเรา อยากอยู่กับคนที่เราชอบ อยากเห็นอยากได้ยินสิ่งที่เราพอใจ อย่างไรก็ตามเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เราอยากให้เป็น และเมื่อเราต้องจากบุคคลหรือสิ่งที่เราชอบ เราก็ไม่พอใจหรือขุ่นใจ อาจจะถึงกับโกรธก็ได้ทั้งนี้เพราะมีโลภะเป็นแดนเกิด กุศลธรรมไม่ทำให้เราทุกข์ร้อน ไม่ทำให้เราเสียใจหรือขุ่นใจ แต่อกุศลนำความทุกข์มาให้

กุศลจิตและอกุศลจิตเกิดขึ้นต่างขณะกันแต่ก็เกิดใกล้กันได้ ดิฉันเห็นว่ามีประโยชน์มากที่รู้ขณะจิตต่างๆ เหล่านี้ เพื่อที่ดิฉันจะได้ไม่หลอกตัวเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อดิฉันช่วยผู้อื่นตอนเช้า ก็ดีที่ได้รู้ว่าไม่ใช่การเอื้อเฟื้อตลอดเวลา บางขณะก็มีโลภะ และบางขณะก็มีโทสะ เราอาจจะภูมิใจในกรรมดีของเราและคิดว่าเราสำคัญ เราอยากเป็นที่นิยมของผู้อื่น เราไม่อยากให้คนอื่นมองข้ามเราไป เราอาจหวังสิ่งตอบแทนในกรรมดีของเรา เช่น คำยกย่องสรรเสริญ ขณะนั้นๆ ไม่ใช่ความเอื้อเฟื้อ เราคิดถึงตัวเอง ในทำนองเดียวกันโทสะอาจเกิดได้ขณะที่เรากำลังช่วยเหลือผู้อื่น โทสะก็มีอาการและระดับต่างๆ กัน อาจจะหยาบ เช่น ความโกรธ ความเกลียด หรืออาจะละเอียด เช่น ความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ หรือความอึดอัดซึ่งเราแทบไม่ได้สังเกต เราพร้อมที่จะไม่พอใจเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างราบรื่นตามที่เราอยากให้เป็น และนี่ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกหรอกหรือ ความไม่พอใจอาจเกิดขึ้นเมื่อเราชักจะเหนื่อยขณะที่เราพากเพียร แม้ในขณะที่เรากำลังช่วยเหลือผู้อื่น พระธรรมของพระผู้มีพระภาคสอนให้เรารู้ความละเอียดของอกุศลในขั้นต่างๆ มากขึ้น

เราอาจคิดว่าพุทธศาสนาสูงเกินไป อาจจะดูเหมือนว่า เราต้องบังคับตนเองให้ตามรู้สภาพธรรมขณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา และเราก็คงจะมีชีวิตอยู่อย่างปกติธรรมดาไม่ได้ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เราไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรเราก็เปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว เพราะสภาพต่างๆ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่เหมาะสม เราไม่ต้องพยายามที่จะไม่รู้สึกสนิทกับใคร รักใคร แต่เราสามารถเจริญปัญญารู้สภาพธรรมต่างๆ ในชีวิตเราได้ชัดเจนขึ้น การรู้ว่าเราไม่ได้เป็นกุศลตลอดเวลาดีกว่าไม่รู้และเข้าใจตัวเองผิด

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า อะไรเป็นกุศลและอะไรเป็นอกุศล อโลภะและความเอื้อเฟื้อเป็นกุศล อโทสะหรือความเมตตาเป็นกุศล ปัญญาเป็นกุศล นี่คือกุศลเหตุ ๓ ประการ อกุศลมีมูลเหตุ ๓ ประการคือ โลภะ โทสะหรือความโกรธ และโมหะความไม่รู้ เราอาจจะเคยชินกับการคิดในแง่ของบาป แต่อย่างไรก็ตามอกุศลธรรมก็ไม่ตรงกับที่สังคมหมายถึง "บาป" ทีเดียวนัก ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำกรรมชั่ว ก็ยังมีอกุศลอยู่ โลภะหรือโทสะที่ละเอียดกว่านั้นก็เป็นอกุศล ไม่เป็นประโยชน์ ตามที่ทราบแล้วว่าอกุศลมีหลายระดับ

เราไม่รู้จักตัวเราเองเลย ไม่รู้จนกระทั่งว่าขณะนี้เป็นกุศลหรืออกุศล ขณะนี้มีโลภะหรือไม่ เราชอบสิ่งที่เราเห็นหรือไม่ หรือว่ามีโทสะหรือไม่ ถ้ารู้สึกไม่สบายใจแม้เพียงเล็กน้อยหรือเหนื่อยหน่ายก็เป็นโทสะแแล้ว เราอบรมเจริญปัญญารู้ขณะปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นได้ทีละเล็กละน้อย นี่เป็นหนทางเดียวที่จะรู้จักตนเอง

ชีวิตเราเป็นสภาพธรรมต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อย และไม่อยู่ในบังคับบัญชา เราอาจจะรู้สึกว่า ยากที่จะเข้าใจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่าไม่มีตัวตน ความพอใจยึดมั่นในตัวตนนั้นลึกเหลือเกิน เราอยากจะบังคับบัญชาร่างกายเรา เราอยากบังคับบัญชาจิตใจ ความรู้สึกและประสบการณ์ทุกอย่างของเรา อย่างไรก็ตามเราจะเห็นได้ว่า ร่างกายก็เป็นสภาพธรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราบังคับบัญชาร่างกายเราไม่ได้ เราจะไม่ให้แก่ชราไม่ได้ สิ่งที่เราเรียกว่าจิตใจก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราอยากใจดีและมีปัญญาตลอดเวลา แต่บ่อยครั้งที่เรามีโลภะ ใจดำ และหลงไปในสภาพธรรมต่างๆ เราอยากฟังคำเพราะๆ จากคนอื่น แต่เรากลับได้ยินคำหยาบคายแทน หรือบางคนอาจจะทำไม่ดีกับเรา เราอยากประสบแต่สิ่งที่น่าพอใจแต่ก็เป็นไปไม่ได้ ผลก็คือเรามักจะรู้สึกไม่สมหวังและขมขื่นด้วยซ้ำ การเห็นการได้ยินสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ประสบการณ์ของเราทั้งหมดเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยที่สมควร เราไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาสภาพธรรมเหล่านั้น แทนที่จะตำหนิผู้อื่นเมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามใจหวัง แทนที่จะยอมให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง ก็อบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมต่างๆ ในชีวิตของเราได้

พระพุทธองค์ทรงสอนให้ระลึกรู้สภาพธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ละคลายความยึดมั่นใน "ตัวตน" ที่พยายามบังคับบัญชาชีวิตให้น้อยลง คลายความยึดมั่นใน "ความรู้สึกของฉัน" "ความคิดของฉัน" "ร่างกายของฉัน" และนี่ไม่ใช่ประโยชน์หรอกหรือ

ด้วยความระลึกถึง

นีน่า วัน กอร์คอม