จดหมายจากนีน่า
จดหมายฉบับที่ ๔
กรุงเฮก
มีนาคม ๒๕๒๒
เรียน คุณม้อด
คุณถามดิฉันว่า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสามารถทำให้คุณอินนา เพื่อนเราซึ่งสูญเสียสามีและต้องเลี้ยงดูลูกๆ ตามลำพังคลายความทุกข์ลงได้หรือไม่
พระธรรมคำสอนทำให้เราเกิดปัญญาในเรื่องชีวิตและความตาย ชีวิตคืออะไร ทำไมเราจึงต้องตาย เราหลงคิดว่าชีวิตน่ารื่นรมย์ แต่มีหลายครั้งที่ปวดเจ็บ ป่วยไข้ เสียใจ และทุกข์โศก และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความตาย
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องดับไป ไม่เที่ยง เราเกิดมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตาย ร่างกายเราไม่ได้เสื่อมสลายไปเฉพาะตอนตายเท่านั้น แต่เสื่อมไปแต่ละขณะ เราสังเกตเห็นว่าเราแก่ลงเมื่อดูรูปที่ถ่ายไว้นานแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้เมื่อกาลเวลาล่วงไปนั้น แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงทุกขณะ
มีสภาพธรรมหลายๆ อย่างเกิดขึ้นเป็นไปในตัวเรา และ สภาพธรรมเหล่านี้เปลี่ยนไปทุกขณะ อุณหภูมิก็เปลี่ยนแปลง บางครั้งก็ร้อน บางครั้งก็หนาว บางครั้งรู้สึกว่าภายในร่างกายไหวหรือตึง ที่เรายึดถือว่า "ร่างกายของเรา" นั้นเป็นธาตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เราเขลาจนกระทั่งไม่ได้สังเกตรู้เลย พระพุทธองค์ทรงเตือนให้รู้ว่าร่างกายของเราเหมือนซากศพ เพราะแตกสลาย เสื่อมไปทุกขณะ ร่างกายไม่ได้เป็นของเรา แต่เราก็ยึดมั่นเพราะเราไม่รู้ความจริง
เราอาจเข้าใจตามปริยัติว่าร่างกายไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ปัญญาขั้นปริยัติเป็นการคิด และการคิดถึงแม้จะเป็นความคิดถูก แต่ก็ไม่สามารถดับความเห็นผิดในสภาพธรรมได้ เราต้องอบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ
เราจะรู้รูปร่างกายตามความเป็นจริงได้หรือไม่ ลืมความรู้ทางทฤษฎีเรื่องร่างกาย แล้วถามตัวเองว่าขณะนี้ไม่มีสภาพธรรมที่เป็นร่างกายหรือ สภาพธรรมที่ปรากฏให้เรารู้ได้จริงๆ โดยไม่ต้องคิดเรื่องสภาพธรรมนี้เลย ขณะที่กำลังนั่งหรือเดิน ไม่มีสภาพธรรมที่แข็งหรือ รู้เดี๋ยวนี้ได้ไหม ไม่มีสภาพที่ร้อนหรือเย็นเลยหรือ รู้เดี๋ยวนี้ได้ไหม เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องคิด สภาพรูปธาตุเหล่านี้ ระลึกรู้ได้เมื่อปรากฏจริงๆ ทีละลักษณะทางกายปสาท
มีธาตุต่างๆ หลายชนิด ปถวีธาตุระลึกรู้ได้ที่สภาพแข็งหรืออ่อน เมื่อปรากฏทางกายปสาท กายปสาทมีทั่วร่างกาย การรู้ลักษณะที่แข็งหรืออ่อนนั้นไม่ต้องคิดถึงที่ที่มันปรากฏ
เตโชธาตุเป็นรูปธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งระลึกรู้ได้จริงๆ เป็นสภาพร้อนหรือเย็นที่รู้ได้ในขณะที่ปรากฏทางกาย อุณหภูมิเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางขณะก็ร้อน บางขณะก็หนาว ไม่ใช่หรือ เราไม่ต้องคิดเรื่องสภาพธรรมเพื่อให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น ก็รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏได้
ดิฉันยกตัวอย่างสภาพธรรมบางอย่าง ที่เป็นรูปร่างกาย ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่า พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้นพิสูจน์ได้โดยการระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ ความรู้ที่ค่อยๆ อบรมเจริญขึ้นจากการรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏชัดแจ้งกว่าความรู้ทางปริยัติ ความรู้แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เป็นปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนสาวกให้เจริญ เพื่อดับอวิชชาและความยึดมั่นให้หมดสิ้นไป
ไม่ใช่แต่สภาพทางร่างกายเท่านั้นที่เกิดขึ้นและดับไป สิ่งที่เราเรียกว่าจิตใจก็เกิดขึ้นและดับไปด้วยแต่ละขณะ ไม่มีจิตหรือวิญญาณดวงเดียวซึ่ง "คงอยู่" มีแต่เพียงขณะที่รู้เดี๋ยวนี้เท่านั้นแล้วก็ดับไปและสืบต่อด้วยขณะอื่นต่อไป อาจจะมีการคิดเดี๋ยวนี้แต่การคิดก็ดับและสืบต่อด้วยขณะอื่นๆ ต่อไป เราไม่คิดถึงเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องนั้นหรอกหรือ การคิดไม่เคยอยู่คงที่ เราควบคุมความคิดของเราได้ไหม ตอนนี้เราอาจจะมีโลภะ แล้วก็มีโทสะ ขณะต่อไปก็โอบอ้อมอารี ความเอื้อเฟื้อมีอยู่ตลอดเวลาหรือ เมื่อดับไปแล้ว และต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวไม่นานเลยขณะอื่นๆ ก็อาจจะเป็นมานะหรือความตระหนี่
ที่เราเรียกว่าจิต เป็นสภาวะต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไปทันที การเกิดขึ้นและดับไปของจิตเป็นไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ฉะนั้นเราอาจเข้าใจว่า สิ่งที่เราสมมุติเรียกว่า "ตาย" แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ต่างจากแต่ละขณะซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของเราเลย
พระพุทธองค์และพระสาวกผู้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมขั้นสูงสุดไม่เศร้าโศกในสิ่งใดเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับท่านก็ตาม เรายังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมขั้นสูงสุด ฉะนั้นเราจึงรู้สึกโศกเศร้ามากเมื่อบุคคลที่เรารักตายไป และบางคราวเราก็หวั่นกลัวเมื่อคิดถึงความตายของเราเอง พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมสำหรับพวกเรา ผู้เพียงเริ่มต้นเดินตามแนวทางอย่างท่านหรือไม่ พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่ ทุกคนที่ถูกความเศร้าโศกเสียดแทงและเป็นทุกข์เมื่อคิดถึงความตาย พระองค์ตรัสสอนให้เราเจริญปัญญารู้ชัดในขณะปัจจุบัน
ปัญญาที่พระองค์ทรงสอนให้เจริญ คือปัญญาที่เกิดจากการระลึกรู้นามธรรมและรูปธรรมที่เกิดขึ้นเป็นชีวิตเรา สภาพนามธรรมคือจิต ความรู้สึกและนามธรรมอื่นๆ เช่นความโกรธและความโลภ
เราสามารถรู้ชัดในสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น ไม่ใช่ในอดีตซึ่งผ่านไปแล้ว ขณะนี้มีแข็งไหม แข็งเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น ขณะนี้ไม่มีร้อนหรือเย็น สภาพเหล่านี้ก็เป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น ขณะนี้สบายใจไหม นั่นก็เป็นเพียงนามธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น ขณะนี้ขุ่นเคืองใจบ้างไหม นั่นก็เป็นเพียงนามธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น
เราไม่เคยชินกับการมองโลกในเราและรอบตัวเราว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมต่างๆ เราอาจจะอยากพูดว่า "ความเข้าใจแบบนี้จะช่วยฉันเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร" สามีภรรยา ลูกหรือเพื่อนของฉันที่ตายไปแล้วก็คงไม่ฟื้นคืนกลับมา ความเจ็บปวดทางร่างกายของฉันก็คงไม่ลดลง มันคงไม่ทำให้ฉันมีสุขภาพดีเหมือนเดิมได้อีก
เมื่อเริ่มรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นธาตุต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ของเราและบังคับบัญชาไม่ได้ อวิชชาก็จะลดน้อยลงในชีวิตเรา เราก็จะทุกข์น้อยลงเมื่อเกิดภัยพิบัติในชีวิต
เรายังมีความทุกข์โศก แต่เราควรรู้ว่าความทุกข์โศกก็เป็นสภาพธรรม ความทุกข์โศกเป็นลักษณะหนึ่งของโทสะ สภาพไม่พอใจในสิ่งที่ปรากฏ เป็นธรรมดาที่เรารู้สึกโศกเศร้า เมื่อมีปัจจัยที่ความโศกเศร้าจะเกิดก็ต้องเกิด เรามีโทสะมาแล้วในอดีตและนี่แหละที่เป็นปัจจัยให้เกิดโทสะในปัจจุบัน ความไม่รู้ในสภาพธรรมเป็นปัจจัยให้เกิดทุกสิ่งที่เป็นอกุศลและโทสะด้วย โทสะเกิดขึ้นเพราะโลภะเป็นปัจจัย เราชอบความรู้สึกเป็นสุขเมื่ออยู่กับคนที่เรารัก เมื่อเขาจากไป เราก็เศร้าโศก ทั้งนี้แท้จริงก็เป็นเพราะความยึดมั่นในตัวตนที่เป็นความรู้สึกเป็นสุข อันเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์นั่นเอง ออกจะดูทารุณสักหน่อย แต่ถ้าเราตรงต่อตนเองเราก็จะเห็นได้ว่าเป็นความจริง
เมื่อรู้ปัจจัยของความทุกข์โศกมากขึ้น ก็จะเข้าใจได้ว่าความทุกข์โศกเป็นแต่เพียงนามธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น ความโศกไม่ยั่งยืน พอเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดขึ้นอีกได้ แต่ก็เป็นความทุกข์โศกเศร้าต่างขณะ เมื่อเริ่มรู้ว่าความทุกข์โศกเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เราก็จะคลายความคิดว่า "ความทุกข์โศกของฉัน" ลง และแล้วความทุกข์โศกนั้นจะครอบงำเราได้น้อยลง ชีวิตเราไม่ได้มีแต่ความทุกข์โศกเท่านั้น มีสภาพธรรมอื่นๆ มากมายเกิดขึ้น เช่น การเห็น การได้ยิน เป็นต้น ความทุกข์โศกจะเกิดขึ้นในขณะเดียวกันไม่ได้
เมื่อเริ่มรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เราก็จะกังวลถึงอดีตน้อยลง อะไรที่เกิดขึ้นแล้วก็เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้เราจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ สิ่งที่สามารถกระทำได้เดี๋ยวนี้ก็คืออบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้
ใน๑กามชาดกซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ เป็นพระชาติที่เป็นเรื่องทุกข์ ซึ่งเกิดจากความยึดมั่น ข้อความในอรรถกถาชาดกมีว่า พราหมณ์ผู้หนึ่งได้ปลูกข้าวด้วยความดูแลเอาใจใส่อย่างดียิ่ง เขาตั้งใจถวายทานแก่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์สาวกเมื่อ รวงข้าวแก่แล้ว แต่ว่าคืนก่อนที่เขาจะเก็บเกี่ยวนั้นฝนตกน้ำท่วมใหญ่ได้พัดพาเอาข้าวกล้าไปหมด พราหมณ์เอามือกอดอกเพราะเสียใจใหญ่หลวง กลับบ้านร้องไห้นอนคร่ำครวญ พระพุทธองค์เสด็จมาปลอบและตรัสว่า "ดูกรพราหมณ์ ก็เมื่อท่านเศร้าโศกอยู่ สิ่งที่เสียหายไปแล้วจะกลับคืนมาได้หรือ" พราหมณ์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอนพระเจ้าข้า" พระศาสดาตรัสว่า
"แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านเศร้าโศกเพราะเหตุไร ขึ้นชื่อว่า ทรัพย์และข้าวเปลือกของสัตว์เหล่านี้ ถึงคราวเกิดก็บังเกิด ถึงคราวเสียหายก็เสียหาย สิ่งไรๆ ที่ถึงการปรุงแต่งจะชื่อว่า ไม่มีความเสียหายเป็นธรรมดานั้นไม่มี ท่านอย่าคิดไปเลย"
เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว พราหมณ์สามารถประจักษ์สภาวะธรรมและรู้แจ้งอริยสัจจธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า ในอดีตชาติเมื่อครั้งยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ได้ทรงรักษาพราหมณ์ผู้นี้ให้สร่างโศก ครั้งนั้นพราหมณ์นั้นได้เป็นพระราชาผู้โลภมากในอำนาจ พระองค์ปรารถนาจะครอบครองอาณาจักรหลายแห่ง เมื่อไม่ได้สามนครซึ่งมีผู้สัญญาว่าจะถวาย พระองค์ก็ประชวรด้วยความโทมนัส พระโพธิสัตว์แสดงให้พระองค์เห็นว่าผู้โลภทั้งหลายย่อมอยากได้มากขึ้นอีกและไม่รู้จักพอ พระองค์ทรงรักษาพราหมณ์ให้หายจากความป่วยไข้โดยกล่าวคาถาว่า
"ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อาจได้พระนครเหล่านั้นด้วยการเศร้าโศกหรือ" เมื่อพระราชาตรัสว่าไม่อาจได้ พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลว่า "ถ้าเช่นนั้น เหตุไรพระองค์จึงทรงเศร้าโศก พระเจ้าข้า ธรรมดา สัตว์ทั้งหลายย่อมละร่างกายของตน เป็นต้น ตลอดถึงสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ทั้งหมดไป...." พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวต่อไปว่า "....ละทิ้งส่วนแห่งกามเสีย ย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรารถนาความสุขทั้งปวงก็พึงละกามทั้งปวงเสีย"
ด้วยเมตตา
นีน่า วัน กอร์คอม