จดหมายจากนีน่า
จดหมายฉบับที่ ๕
กรุงเฮก
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔
ถึง นักศึกษาในปีนังทั้งหลาย
พวกคุณขอให้ดิฉันเขียนเรื่องธรรมที่ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เราอาจถามตัวเองถึงจุดมุ่งหมายของเราในชีวิต เราทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขคืออะไร เราจะพบความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้ไหม สิ่งต่างๆ ที่น่าเพลิดเพลินยินดีที่เราชอบก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่คงทนถาวร เราไม่ประจักษ์แจ้งความไม่เที่ยงของสภาพธรรมที่อยู่ในตัวเราและนอกตัวเรา เรายึดมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เราเป็นทาสของความหมุนเวียนเปลี่ยนไปของชีวิต วันหนึ่งได้รับคำสรรเสริญก็ฟูใจ วันต่อมาผู้อื่นก็ทำกับเราอย่างไม่สมควร เราก็น้อยเนื้อต่ำใจ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ธรรมเหล่านี้ก็คือโลกธรรม ๘ ในขีวิตของเรา
ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โลกปัตติสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า โลกธรรม ๘ ครอบงำโลก พระองค์ตรัสถึงผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมว่า
"...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ แม้ยศ แม้ความเสื่อมยศ แม้นินทา แม้สรรเสริญ แม้สุข แม้ทุกข์ ย่อมครอบงำจิตของเขาได้ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม ยินร้ายในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์ เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่าไม่พ้นไปจากทุกข์... "
ข้อความต่อไปมีว่า "พระอริยสาวก" ผู้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมอยู่ตรงกันข้าม ท่านรู้แจ้งสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง และไม่เป็นทาสของโลกธรรมต่างๆ เราอาจจะเป็นอริยสาวกด้วยได้ไหม ขณะนี้เรายังคงเป็น "ผู้ไม่ได้ศึกษาเป็นธรรมดาเหมือน คนส่วนใหญ่" ไม่ได้รู้แจ้งสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง แต่เราอยู่กับความฝันของเราและความไม่จริง เพื่อที่จะรู้แจ้ง สภาพธรรมตามความเป็นจริง เราควรรู้ความต่างกันว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง
เราอาจสงสัยว่า พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เป็นหลักปรัชญาเกี่ยวกับสิ่งที่เลื่อนลอยหรือเปล่า ตรงกันข้ามพระธรรมคำสอนช่วยให้เรารู้จักตัวเอง รู้จักขณะต่างๆ ที่เป็นกุศลและอกุศล พระองค์ทรงแสดงหนทางที่จะดับโลภะ โทสะ และโมหะ
ความคิดของเราเรื่องสภาพธรรมมีปัจจัยมาจากความคิดเห็น ต่างๆ ที่เราได้จากการศึกษา จากวัฒนธรรมที่เราคุ้นเคยมานาน ถ้าเราอยากรู้ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนอะไร เราก็ไม่ควรยึดมั่นในความคิดของเราเรื่องสภาพธรรม และควรจะใจกว้างต่อคำสอนของพระองค์ และเราก็จะสังเกตเห็นว่า คำสอนของพระองค์แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความคิดของเราเรื่องสภาพธรรม
พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องทุกสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ซึ่งสามารถประจักษ์แจ้งได้ พระองค์มิได้ทรงสอนเรื่องความคิดที่เลื่อนลอย เดี๋ยวนี้อะไรปรากฏ โลภะ โทสะ หรือโมหะ หรือเป็นความเอื้อเฟื้อหรือกรุณา ในชีวิตของเราขณะต่างๆ ที่เป็นกุศลและอกุศลเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เราไม่ได้มีจิตดวงเดียว แต่มีจิตต่างๆ มากมายหลายขณะ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราทำความดี ก็มีกุศลจิตหลายขณะ แต่อกุศลจิตก็อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ความตระหนี่อย่างบางเบาอาจเกิดขึ้นซึ่งเราอาจรู้ตัวได้โดยที่ผู้อื่นไม่อาจสังเกตเห็นได้ หรืออาจจะมีความผูกพันในบุคคลที่เราให้บางสิ่งแก่เขา หรืออาจจะเป็นความทะนงตน ถ้าเราไม่รู้ว่า ขณะใดเป็นกุศลจิตและขณะใดเป็นอกุศลจิต เราจะเจริญกุศลได้อย่างไร
การเจริญปัญญารู้สภาพจิตขณะต่างๆ จะทำให้เรารู้จักกิเลสของเราเองได้ดีขึ้น และเราก็จะเห็นว่าสาเหตุของความเศร้าโศกและความทุกข์ทั้งปวงอยู่ในตัวเรานี่เอง ไม่ใช่นอกตัวเรา
สภาพธรรมจริงๆ คืออะไร และอะไรที่ไม่จริง เราใช้คำในภาษาของเราเพื่อให้เข้าใจกัน อย่างไรก็ตามเราควรทราบว่า บางครั้งก็ใช้คำที่หมายถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งระลึกรู้ได้ในขณะนี้เอง และบางครั้งก็ใช้คำที่หมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่สภาพที่มีจริง เราควรจะพิสูจน์ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องสภาพธรรมไว้อย่างไรบ้าง มิฉะนั้นเราก็จะยังคงไม่รู้เรื่องสภาพธรรมที่เกิดขึ้นในตัวเราและนอกตัวเรา และก็จะดับกิเลสไม่ได้เลย
จิตขณะต่างๆ นั้นไม่ใช่การนึกเอา แต่เป็นสภาพธรรมที่รู้ได้จริงๆ ในขณะนี้เอง เราจะรู้สภาพธรรมฝ่ายดีและชั่วเมื่อสภาพธรรมเหล่านั้นปรากฏ เรามีโลภะหรือโทสะเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู และทางทวารอื่นๆ การรู้ทางทวารต่างๆ เป็นของจริง การเห็นหรือการได้ยินไม่ใช่การนึกเอา ก่อนโลภะหรือโทสะจะเกิดขึ้นเมื่อเห็นแล้ว จะต้องมีแต่ขณะที่เพียงเห็นเท่านั้น ขณะนี้มีการเห็นไหม สามารถรู้ได้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และการนึกคิดเป็นจิตขณะต่างๆ ที่รู้ได้เมื่อปรากฏ
การเห็นเป็นสภาพรู้สิ่งที่ปรากฏคือสีสรรต่างๆ การเห็นต่างจากการคิดถึงสิ่งที่เห็น การได้ยินเป็นการรู้สิ่งที่ปรากฏทางหู คือเสียง การได้ยินต่างจากการคิดเรื่องที่ได้ยิน ดังนั้น จึงมีจิตมากมายหลายขณะที่รู้สิ่งต่างๆ
เสียงเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งปรากฏครั้งแล้วครั้งเล่า เราสามารถรู้แจ้งเสียงได้ แต่เสียงเองไม่รู้อะไรเลย เสียงไม่ใช่การได้ยิน รสรู้ได้โดยจิตที่ลิ้มรส แต่ตัวรสไม่รู้อะไรเลย รสไม่ใช่จิตที่รู้รส
มีสภาพธรรม ๒ อย่างในชีวิตเรา คือ นามธรรมเป็นสภาพธรรมรู้หรือการรู้สิ่งใดๆ รูปธรรมเป็นสภาพธรรมซึ่งไม่รู้อะไรเลย
ความเอื้อเฟื้อ ความเมตตา โทสะ การเห็น การได้ยิน เป็นสภาพรู้หรือนามธรรมซึ่งเป็นการรู้สิ่งต่างๆ เสียง รส ความแข็ง ความอ่อน ความร้อน ความเย็น เป็นรูปธรรมซึ่งไม่รู้อะไรเลย
ทุกอย่างที่มีจริงปรากฏให้รู้ได้จริงๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รวม ๖ ทวาร ถ้าอยากรู้ว่าอะไรจริงก็ควรจะถามตัวเองว่า จะรู้สิ่งนี้ได้จริงๆ ทางทวารใดใน ๖ ทวาร
นามธรรมและรูปธรรมเป็นของจริง ซึ่งสามารถรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียกหรือคิดเรื่องนามรูปนั้นว่าอะไรเลย การได้ยินก็เป็นการได้ยินสำหรับทุกคน ทุกแห่ง เราอาจเรียกการได้ยินโดยใช้คำอื่นก็ได้ แต่สภาพได้ยินก็ยังเป็นอย่างเดิม เสียงก็คือเสียงสำหรับทุกคน ทุกแห่ง เราอาจจะเรียกเสียงโดยใช้คำอื่นก็ได้ แต่สภาพของเสียงก็ยังเป็นอย่างเดิม โลภะก็เป็นโลภะสำหรับทุกคน โทสะก็เป็นโทสะสำหรับทุกคน เราเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นก็ได้ แต่สภาพธรรมก็ยังเป็นอย่างเดิม
จิตรู้เกิดขึ้นได้ทีละขณะและรู้ทีละอย่าง เรามักจะคิดว่านามธรรมอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง เช่น เราอาจจะเชื่อว่า คิด อยู่ได้ชัวครู่หนึ่ง ที่เราเชื่อว่าคิดนานนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นจิตต่างๆ ขณะซึ่งคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งทีละขณะ การเห็นเป็นจิตอีกขณะหนึ่งที่รู้อย่างเดียว คือสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือรูปารมณ์เท่านั้น หลังจากเห็นแล้วก็มีการคิดถึงสิ่งที่เห็น หรืออาจจะมีการได้ยินซึ่งก็เป็นจิตแต่ละขณะต่างๆ กัน
พระพุทธองค์ทรงสอนว่ารู้นามหรือรูปได้ทีละอย่าง เมื่อปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดใน ๖ ทวาร เราอาจเข้าใจอย่างนี้ตามปริยัติ แต่เราต้องพิสูจน์ในขณะนี้ด้วยการปฏิบัติ ไม่ง่ายเลยเพราะเรายึดมั่นในความคิดของเราเรื่องสภาพธรรม
ครั้งหนึ่งดิฉันกำลังรับประทานอาหารกลางวันกับคุณสุจินต์ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรทางธรรมของดิฉันในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อเขายกอาหารที่มีตีนเป็ดมาให้และเมื่อดิฉันมองดูแล้วก็ไม่สบอารมณ์ คุณสุจินต์กล่าวว่า "ลอง ชิมดูซิคะ ลองดู อย่าไปใส่ใจกับรูปร่างสัณฐานเลย" ดิฉันชิมดูโดยไม่สนใจรูปร่างสัณฐาน ก็อร่อยดี ตอนนั้นดิฉันยังไม่ค่อยเข้าใจความมุ่งหมายที่คุณสุจินต์สอน แต่คุณสุจินต์ต้องการให้ดิฉันรู้ว่า การเห็นทางตานั้นอย่างหนึ่ง การลิ้มรสทางลิ้นก็อีกอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงเป็นสภาพธรรมต่างชนิดกัน เราเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้ามารวมกันเลยทำให้คิดว่า "ฉันกำลังรับประทานตีนเป็ด" ตีนเป็ดเป็นความคิด "รวมเป็นสิ่งหนึ่ง" ที่เราสร้างขึ้นในใจ แต่ไม่สามารถจะรู้ได้จริงๆ ทางทวารใดทวารหนึ่งใน ๖" ทวาร เราคิดเรื่องสมมติบัญญัติครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เราก็ไม่ควรลืมว่ามีสภาพธรรมต่างๆ ที่รู้ได้ทีละอย่างทีละขณะ เช่น
มีการเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา
มีสิ่งที่ปรากฏทางตา
มีการใส่ใจรูปร่างสัณฐานซึ่งไม่ใช่การเห็น
มีโทสะ
มีการลิ้มรสคือการรู้รส
มีรส
มีการคิดเรื่องรส
เราอาจจะค่อยๆ เริ่มรู้ความต่างกันของสภาพธรรมและระลึกได้เมื่อสภาพธรรมปรากฏทีละอย่างทีละขณะ แล้วเราก็จะเข้าใจชัดขึ้นในความต่างกันของสภาพธรรมซึ่งระลึกรู้ได้จริงๆ และความคิดเรื่อง "รวมเป็นสิ่งหนึ่ง" ที่เราคิดได้ แต่ไม่มีลักษณะซึ่งจะระลึกรู้ได้จริงๆ ดิฉันคิดว่า ดิฉันเห็นตีนเป็ดได้ และดิฉันเลยไม่รู้ว่า มีแต่เพียงสภาพธรรมต่างๆ ซึ่งระลึกรู้ได้ทีละอย่างทีละขณะ สภาพธรรมซึ่งระลึกรู้ได้จริงๆ ทีละอย่างทีละขณะนั้นเรียกว่า "ปรมัตถธรรม" หรือ "ความจริงแท้" ซึ่งไม่ใช่ความคิดเลื่อนลอยแต่เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน
สภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นต้องดับไป ไม่ยั่งยืน เรารู้ว่าทุกคนต้องตายและสิ่งไม่มีชีวิตต่างๆ ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป แต่กระนั้น เราก็ไม่ได้รู้จริงๆ ว่าความไม่เที่ยงมีอยู่ทุกขณะ วัตถุสิ่งของ เช่น ถ้วย ดูเหมือนจะอยู่อย่างเดิมชั่วระยะหนึ่ง แต่ตามความเป็นจริงแล้วถ้วยประกอบด้วยรูปหลายรูป ซึ่งเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา รูปเกิดสืบต่อตราบเท่าที่มีปัจจัยให้เกิด ถ้วยขณะนี้ไม่ใช่ถ้วยใบเดียวกันกับเมื่อตะกี้นี้แล้ว
ในชีวิตประจำวัน เราจำเป็นต้องมีสมมติบัญญัติ เช่น ถ้วยที่เราใช้สำหรับดื่ม แต่ถ้าเราสนใจแต่เพียงสมมติบัญญัติของสภาพธรรมเท่านั้น เราก็จะไม่ประจักษ์ความไม่เที่ยงของสภาพธรรม และเราก็จะต้องเป็นทาสของ "โลกธรรม" ต่อไป
เราสามารถดำเนินชีวิตประจำวัน พูดกับผู้คน ใช้เครื่องมือต่างๆ ที่ต้องการใช้ คิดเรื่องสมมติบัญญัติของสภาพธรรม แต่ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจถูกในสภาพนามธรรมและรูปธรรมก็อบรมเจริญได้ การเกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะของ "รวมเป็นสิ่งหนึ่ง" เช่น ถ้วยนั้น รู้จริงๆ ไม่ได้ เพราะถ้วยเป็นเพียงคำที่เราคิดเท่านั้น เมื่อเราแตะถ้วย สภาพแข็งเป็นรูปธรรมที่รู้ได้จริงๆ ทางกายทวาร เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ปัญญาสามารถประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพแข็งนั้นได้ ปัญญาที่ประจักษ์ความไม่เที่ยงซึ่งไม่ใช่ เพียงแต่คิดเท่านั้น สามารถนำไปสู่การละคลายความยึดมั่นสภาพธรรมทั้งปวงได้อย่างแท้จริง
การประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรม เป็นปัญญาขั้นสูงในการเจริญวิปัสสนา ก่อนอื่นมีการคิดเรื่องลักษณะต่างๆ ของนามธรรมและรูปธรรม ต่อจากนั้นก็เริ่มระลึกรู้เมื่อสภาพธรรมนั้นๆ ปรากฏ แล้วก็เริ่มพิจารณาศึกษาลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทีละขณะไปทีละเล็กทีละน้อย เราไม่ควรลืมว่า สติก็เป็นนามธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นและดับไป และไม่เป็นของตัวตนที่จะไปบังคับบัญชาสติได้
เราหวังไม่ได้ว่าจะมีสติหรือการระลึกรู้มากๆ ในขั้นต้น แต่ขณะที่สติระลึกรู้สภาพธรรมได้ ความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมนั้นก็สามารถอบรมเจริญขึ้นได้ สามีและดิฉันได้รับเชิญไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งหนาวมาก ดิฉันไม่ชอบหนาวและอยากจะพูดเรื่องนี้ แต่ดิฉันนึกได้ว่าเป็นการไม่อดทนและขาดความเกรงใจเจ้าภาพทั้งสอง ดิฉันเห็นได้ว่านามและรูปที่เกิดขึ้นนั้นบังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อมีปัจจัยให้เกิดก็เกิด เรามักจะคิดว่าตัวตนหรือบุคคลบังคับบัญชานามและรูปได้ บางครั้งก็ดูเหมือนว่าเราทำได้ แต่ตามความเป็นจริงแล้วไม่เป็นช่นนั้น สุขกายหรือทุกข์กายก็เป็น "โลกธรรม" ซึ่งเราบังคับบัญชาไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรเมื่อเรารู้สึกไม่ค่อยสบายหรือหนาว สติก็เกิดขึ้นระลึกรู้สภาพธรรมได้ สติอาจเกิดขึ้นระลึกรู้สภาพหนาวเพื่อจะได้รู้สภาพหนาวตามความเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงรูปที่ปรากฏให้รู้ได้ทางกาย และขณะนั้นก็ไม่มีความคิดว่า "เท้าของฉัน" หรือ "ความเย็นกรรโชกเข้ามา" ซึ่งไม่ใช่ปรมัตถธรรม แต่เป็นเรื่องที่เราคิดเมื่อสติระลึกรู้สภาพธรรมแล้วก็คิดเรื่องต่างๆ อีก การคิดเป็นนามธรรมซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยให้เกิดขึ้น สติระลึกรู้ สภาพคิดเพื่อจะได้รู้ว่าสภาพคิดเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เมื่อเราระลึกถึงโทษของ "โลกธรรม" ก็จะทำให้อบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมะต่างๆ ยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เราอย่างยิ่งในการทำให้เราอดทนได้มากขึ้น ท่ามกลางความผันแปรของชีวิต
ด้วยเมตตา
นีน่า วัน กอร์คอม