จดหมายจากนีน่า
จดหมายฉบับที่ ๖
๒๘ มิถุนายน ๒๕๒๕
จาการ์ตา
เรียน คุณบล้านช์
ขอบคุณที่เขียนจดหมายมาถึงพร้อมกับแสดงความคิดเห็นในจดหมายว่า เหตุใดคุณจึงคิดว่า การเจริญสติในชีวิตประจำวันนั้นยากเกินไป และทำไมคุณจึงคิดว่าต้องได้สมาธิและความสงบก่อน ปัญญาจึงจะเกิดได้ เรามักจะได้ฟังความคิดเห็นอย่างนี้บ่อยๆ และดิฉันคิดว่าคงจะมีประโยชน์แก่พวกเราและแก่คนอื่นๆ ด้วย ถ้าดิฉันนำประเด็นนี้มากล่าวอีกครั้ง
คุณเขียนถึงเรื่องสติที่ระลึกรู้นาม และรูปทั้งปวงในชีวิตประจำวัน เช่น การเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตา การได้ยินและเสียงเป็นต้น
คุณสุจินต์ได้ใช้วิธีนี้กับผู้ที่มีธุระยุ่ง เช่น พวกคุณ ซึ่งบางทีก็ถูกภาระต่างๆ กลุ้มรุมและแวดล้อมอยู่เสมอ จิตในภาวะดังกล่าวนี้จะต้องมีความยุ่งเหยิงและเครียดมากไป บางที ก็เป็นเพราะงานหนักมาก ทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบทั้งหลายไม่ว่าในเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เป็นที่แน่นอนเหลือเกินว่า ภาระต่างๆ เหล่านี้ทำให้เรามีเวลาน้อยมากที่จะมานั่งอย่างสงบและผ่อนคลายโดยการทำสมาธิ
คุณกล่าวต่อไปว่า ความสงบของจิตเป็นการพักผ่อนที่จิตต้องการอย่างยิ่ง และความสงบนั้น ต้องมาจากการเจริญสมาธิ
เกี่ยวกับธุระต่างๆ ในชีวิตนั้น ดิฉันไม่คิดว่าจะแตกต่างอะไรเลย ไม่ว่าในขณะที่เรากำลังรีบทำหน้าที่เพื่อสังคม หรือเพื่อญาติพี่น้องของเรา หรือว่ากำลังมองภูเขาสีคราม หรือนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องทำสมาธิ ความคิดของเรายุ่งอยู่เสมอ ความหนึ่งหมดไป ความคิดใหม่ก็เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ "ตามลำพัง" เราก็ไม่ได้อยู่ตามลำพังจริงๆ เมื่อยังมีความยึดมั่นซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ กว่าที่เราคาดคิด ถ้าเราซื่อสัตย์ต่อตัวเราเอง ไม่จริงหรือที่ว่าเราอยู่กับความคิดต่างๆ ของเราอยู่ตลอดเวลา อยู่กับความฝัน ความหวังและความต้องการของเรา "ตัวตน" สำคัญ เราต้องการให้ตัวเราประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเราทำสมาธิ หรือทำใจให้สงบ
เพราะฉะนั้นความสงบที่พยายามแสวงหากันนักคืออะไร เป็นความสงบที่แท้จริงที่ปราศจากการติดข้องหรือไม่ ปราศจากโทสะ หรือโมหะหรือไม่ หรือว่าเป็นการติดข้องอย่างละเอียดในความสบายใจ การติดข้องย่อมปิดบังเราได้มาก เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นความสงบอย่างแท้จริง หรือเป็นแต่เพียงสิ่งที่เรายึดถือเอาว่าเป็นความสงบ เราจะตรวจสอบได้อย่างไร เราสามารถตรวจสอบได้ไหมว่า มีความติดข้องอยู่ในขณะนี้ ถ้าเราไม่สามารถตรวจสอบได้เดี๋ยวนี้ เราจะสามารถตรวจสอบในเวลาต่อมาได้อย่างไร การทดสอบก็คือในขณะนี้ การเห็นมีหลายขณะ และบ่อยๆ ครั้งทีเดียวที่มีการ ติดข้องในรูปพรรณสัณฐาน และเรื่องราวต่างๆ ถึงแม้ในขณะที่เราไม่ได้คิดต้องการอะไร เราก็ชอบเห็นสิ่งรอบๆ ตัวที่เราคุ้นเคย ซึ่งนั่นก็เป็นการติดข้องแล้ว
ความคิดที่ว่า "ฉันเห็น ฉันคิด" ไม่ได้หยั่งรากลึกอยู่ในพวกเราทุกคนหรือ การเห็นดูเหมือนว่าปรากฏชั่วระยะเวลาหนึ่งมิใช่หรือ เมื่อมีความเห็นผิดในเรื่องการเห็น เราจะแก้ความเห็นผิดเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ด้วยการที่สติระลึกรู้สภาพของการเห็นในขณะที่กำลังเห็น ดูเหมือนว่าเราเห็นคน และสิ่งของมิใช่หรือ สิ่งเหล่านั้นดูเหมือนจะคงอยู่มิใช่หรือ มีทางใดบ้างที่จะแก้ความเห็นผิดนี้ นอกจากรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะที่กำลังปรากฏ และรู้ลักษณะของการคิดในขณะที่กำลังคิด และรู้สภาพธรรมทั้งหลาย ในขณะที่สภาพธรรมนั้นๆ ปรากฏทีละขณะ ทีละอย่าง เราไม่ควรรู้ความแตกต่างกันของการเห็นและการคิดว่าเป็นคน หรือต้นไม้หรอกหรือ การเห็นและการคิดเป็นจิตแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นต่างขณะกัน และทำกิจต่างกัน จิตเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ตั้งอยู่นานเลย
เรามีความโน้มเอียงที่จะคิดไหมว่า การเจริญความเห็นถูกในสภาพธรรมในชีวิตประจำวันนั้นยากเกินไป เพราะว่าไม่เห็นผลทันทีที่เจริญความเห็นถูกนั้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นก็อาจจะถูกล่อให้แสวงหาวิธีอื่น ซึ่งไม่ใช่การเจริญความเห็นถูกในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้หาข้อแก้ตัวอยู่เรื่อยๆ หรอกหรือที่ไม่เจริญความเห็นถูกในชีวิตประจำวัน
แท้ที่จริงเป็นเพราะกิเลสของเราต่างหากที่ทำให้การเจริญความเห็นถูกนั้นยาก ถ้าเรามัวพะวงอยู่ที่ผลที่เราต้องการให้เกิดอย่างรวดเร็ว เราก็ยิ่งทำให้ความเห็นถูกนั้นเกิดยากขึ้น ทำไมเราจึงไม่มีความอดทนพอที่จะอบรมเจริญความเข้าใจถูกขึ้นทีละน้อย เริ่มตั้งแต่ขณะนี้เลยทีเดียว มีสภาพธรรมต่างๆ ปรากฏตลอดเวลา ซึ่งอย่างน้อยที่สุดเราก็สามารถเริ่มอบรมได้ เราไม่สามารถหวังได้ว่า เราจะรู้ชัดทันทีในสภาพเห็น ได้ยินฯลฯ แต่ก็ไม่เป็นไรไม่ใช่หรือ เมื่อเราใส่ใจอยู่ที่สภาพธรรมที่ปรากฏ เราก็ไม่กังวลกับภพชาติมากมายที่เราต้องเกิดอีกกว่าจะมีความรู้ชัดแจ้งจริงๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเรามีปัญญา แต่ปัญญานั่นแหละที่เจริญขึ้นและทำกิจของปัญญา ดิฉันมองไม่เห็นวิธีอื่นที่จะรู้ว่า สภาพเห็นทำหน้าที่เห็น ไม่ใช่ตัวตนเห็น สภาพได้ยินทำกิจได้ยิน ไม่ใช่ตัวตนได้ยิน สภาพคิดทำหน้าที่คิด ไม่ใช่ตัวตนคิด ไม่มีทางอื่นนอกจากการรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ ถ้าเราพยายามจดจ้องกับสภาพธรรมเหล่านี้ หรือคิดถึงสภาพเหล่านี้ เหมือนพยายามที่จะทำขึ้น นั่นก็เป็นการคิดเรื่องราวของสภาพธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ เมื่อเราคิดถึงการเห็น เราก็ไม่สามารถรู้ลักษณะของการเห็นจริงๆ และเราก็จะอยู่แต่เพียงในโลกของความคิดต่อไป อยู่กับโลภะ โทสะ และโมหะ
จะดีทีเดียวถ้าเราไม่ลืมว่า พระผู้มีพระภาคตรัสย้ำว่า "ไม่ง่ายเลย" ที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ภิกขุสังยุตต์ ซึ่งเป็นเรื่องของพระภิกษุหลายรูปที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคตรัสถึงท่านพระมหากัปปินะในกัปปินสูตรว่า
"...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นแลมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แต่เธอไม่ได้สมาบัติ ที่เธอไม่เคยเข้าง่ายนัก เธอกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ฯ"
พระผู้มีพระภาคคงจะไม่ตรัสย้ำว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ามีหนทางอื่นที่เจริญได้ง่ายกว่านั้น ตราบใดที่ยังมีอวิชชาต่อสภาพธรรมต่างๆ ที่ปรากฏ อวิชชานั้นก็จะสะสมเพิ่มพูนลึกลงมากขึ้น และจะถูกกำจัดออกไปง่ายๆ ได้อย่างไร
ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังทรงมีพระชนม์อยู่ มีพระภิกษุหลายรูป เป็นผู้ที่ได้สะสมอบรมการเจริญฌานมาก่อน และแม้แต่พระองค์เอง เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ได้ทรงเจริญฌานมาแล้ว แต่ทรงค้นพบว่าไม่ใช่หนทางที่จะตรัสรู้ได้ ถ้าใครสะสมมาทางด้านเจริญความสงบควรจะทำอย่างไร ก็รู้ลักษณะของความสงบว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ยั่งยืน กล่าวคือ ระลึกรู้ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และเมื่อมีเหตุปัจจัยที่อกุศลจิตจะเกิด ก็ควรรู้ลักษณะของอกุศลนั้นว่า ไม่ใช่ตัวตน พระผู้มีพระภาคไม่ได้ตรัสว่า จะต้องเจริญความสงบ แต่ละบุคคลย่อมเป็นไปตามการสะสมของตนๆ เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดว่าได้สะสมมาแล้วที่จะเจริญความสงบ ผู้นั้นก็จะต้องมีความเห็นถูกที่คมกล้ามาก จึงจะรู้ได้ว่าไม่ใช่เป็นการติดข้องอย่างละเอียดในตัวตนที่สงบ มิฉะนั้นก็อาจจะทำให้เข้าใจผิดไปตลอดชีวิตได้
สำหรับเรื่องครูผู้สอน เราอาจจะฟังธรรมจากครูหลายคนได้ แต่ในที่สุดเราก็ต้องตัดสินเองว่า ทางใดเป็นทางที่เราจะเลือกเดินในชีวิต ดิฉันไม่เคยชอบความคิดที่ว่าจะต้องเชื่อครูผู้สอน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ไม่มีที่พึ่งภายนอก มีแต่การอบรมเจริญสติปัฏฐานเท่านั้น ซึ่งสามารถเป็นที่พึ่งของตนได้ ผู้สอนไม่สามารถเจริญแทนได้
คุณสุจินต์เป็นมิตรที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้สอน เธอไม่ได้ "สร้าง" วิธีขึ้นมาเองอย่างที่คุณอาจจะคิด เธอศึกษาพระธรรมรวมทั้งอรรถกถา และแนะนำผู้อื่นให้ศึกษา และพิจารณาตรวจสอบด้วยตนเอง พระผู้มีพระภาคต่างหากที่ทรงแสดงข้อปฏิบัติให้มีสติระลึกรู้สภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน
เพราะฉะนั้น ดิฉันฟังความคิดเห็นของคุณสุจินต์ทำไม ก็เพราะดิฉันพบว่า เธอมีคำแนะนำที่สามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างได้ผลจริงๆ ดิฉันชอบที่เธอยืนยันว่า ให้ตรวจสอบทุกอย่างด้วยตนเอง บางคราวดิฉันก็มากรุงเทพฯ แต่ส่วนมากดิฉันเป็นตัวของตัวเอง และก็ชอบที่จะเป็นอย่างนั้น ดิฉันมีพระธรรม พระไตรปิฎกและงานที่ดิฉันเขียนก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้ศึกษา และก็เป็นเครื่องเตือนให้เจริญความเห็นถูกให้มากขึ้น ผู้ใดก็ตามที่มีการสะสมต่างๆ กันไป มีความเห็นว่าจะต้องปฏิบัติแนวทางอื่น ดิฉันก็คิดว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ที่จะยับยั้งบุคคลนั้นได้ การโน้มเอียงที่ได้สะสมมานั้นลึกและเหนียวแน่นมาก จนกระทั่งเป็นแรงผลักดันให้บุคคลนั้นๆ ปฏิบัติตามทางนี้หรือทางนั้น
ดิฉันเพิ่งได้รับจดหมายจากซาร่าห์ ซึ่งมีข้อความที่น่าสนใจที่ได้สนทนาธรรมกับคุณสุจินต์เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน คำแนะนำก็เป็นคำแนะนำที่ปฏิบัติได้จริงๆ เช่นเคย ล้วนแล้วแต่ "สามัญสำนึก" อย่างที่เราพูดๆ กันทั้งนั้น แต่ก็เป็นผลจากความเข้าใจถูกในชีวิตประจำวัน
ก่อนอื่น ดิฉันขอยกคำพูดของซาร่าห์ที่กล่าวว่า ตอนแรกเธอคิดว่าจะต้องอยู่ในที่ๆ สงบเงียบ และพักอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่งชั่วระยะหนึ่ง เธอกล่าวถึงประสพการณ์ของเธอว่า
ยิ่งดิฉันเข้าใจมากขึ้นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะบังคับควบคุมวิถีชีวิต เพราะทุกขณะเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ดิฉันก็ยิ่งละคลายความคิดที่จะพยายามปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลโดยเร็วในที่ๆ มีสิ่งแวดล้อมสงบเงียบเป็นพิเศษ การรู้แจ้งอย่างฉับพลันทันทีจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการเจริญสติ และความเห็นถูกทีละน้อย ถึงแม้ว่าเราจะหวังอย่างมากเพียงใดก็ตามว่า อาจจะเป็นไปด้วยวิธีอื่น ดิฉันเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นจากการอ่าน และพิจารณาธรรมกับเพื่อนๆ ว่า พุทธศาสนากับชีวิตประจำวันแยกกันไม่ได้ มีบางคนเท่านั้นที่มีอุปนิสัยจริงๆ ที่จะอยู่วัด.... เราจำเป็นต้องระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ในขณะนี้ไม่ใช่ขณะอื่น ไม่มีเลยสักขณะเดียวที่ไม่มีสภาพธรรมที่ควรระลึกรู้ ความโลภ ความชัง ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ การได้ยินและเสียง ก็ไม่ได้เป็นแต่เพียงคำหรือชื่อเท่านั้น แต่เป็นสภาพธรรมซึ่งเราสามารถเข้าใจได้ด้วยการระลึกรู้เมื่อสภาพธรรมนั้นๆ ปรากฏ
สำหรับการสนทนาธรรมระหว่างซาร่าห์และคุณสุจินต์นั้น ซาร่าห์มีความรู้สึกว่าในชีวิตประจำวันของเธอนั้น เธอต้องแบ่งภาค สับสนวุ่นวายเพื่อปฏิบัติภาระหน้าที่ต่างๆ ให้ได้ดี
เธอย้ำว่าไม่ใช่เพียงแต่เข้าใจปัญหาเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจกิเลสของตัวเองที่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญหานั้นๆ มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นความเข้าใจที่ผิวเผินมาก เพราะปัญหาไม่ใช่ต้นเหตุ แต่การขาดความเข้าใจและกิเลสของเราเองต่างหากที่เป็นต้นเหตุ เมื่อเราพูดกันถึงปัญหาต่างๆ ที่ดิฉันประสบในบางสังคม เวลาที่การสนทนาดูไม่น่าสนใจ ดิฉันก็อยากให้เป็นอย่างอื่น คุณสุจินต์ก็ได้เน้นถึงความสำคัญของเมตตา เราได้ฟังเรื่องเมตตามามากมายแล้วว่า เมตตามีลักษณะอย่างไร เมตตาเป็นสภาพธรรมที่ปรารถนาดีต่อทุกคน ต่อใครก็ตามที่เราสามารถช่วยเหลือได้ในขณะนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าเราลืมไป และจะต้องถูกเตือนให้ระลึกได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
คุณสุจินต์ได้ถามดิฉันอยู่เรื่อยๆ เวลาที่ดิฉันพูดว่าชอบคิดถึงแต่เรื่องพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆ ที่อยู่ห่างไกล "แล้วคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้คุณในขณะนี้ล่ะคะ"
เมื่อเราเมตตาคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เราบ้าง เราก็จะเห็นได้ว่าชีวิตเราเริ่มดำเนินไปอย่างมีความสุขขึ้น และสบายขึ้น เราจะมองผู้อื่นอย่างมิตรในขณะนั้นๆ (ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นคนที่เราไม่รู้จักก็ตาม) แทนที่เราจะดูผู้อื่นอย่างจับผิด"
จบข้อความของซาร่าห์ ดิฉันอยากจะเพิ่มเติมบางประการ เราสามารถเข้าใจเมตตาได้มากขึ้น ถ้าเราย้อนกลับมาพิจารณาที่จิตในขณะนี้ เป็นจิตที่มีเมตตาหรือไม่ เมื่อมีความเป็นมิตร ก็ไม่จำเป็นต้องคิดว่าเป็นคนนี้หรือคนนั้น ถ้าเราคิดถึงใครสักคนและชอบอยู่กับเขา เวลาเขาอยู่ใกล้ๆ เรานั้นไม่ใช่เมตตาเลย แต่เป็นโลภะ เราต้องรู้ว่าเมตตาและโลภะต่างกันอย่างไร ซึ่งจะรู้ได้เมื่อสติระลึกลักษณะที่ต่างกันเท่านั้น เมื่อพิจารณาลักษณะของเมตตา เมตตาไม่ได้จำกัดเฉพาะบางบุคคล หรือบางโอกาสเท่านั้น ดิฉันจะยกคำพูดของซาร่าห์มากล่าวต่อไป
เรื่องหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เราพูดกันก็คือ ความลำบากที่ประสบบ่อยๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้คนมากๆ คุณสุจินต์อ้างบ่อยๆ ถึง "แขกทางทวาร ๖" และเตือนเราว่า แขกที่ไม่ได้รับเชิญมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสภาพการณ์ใด และเราก็ควรหัดยอมรับและยอมทน ไม่ว่า "แขก" ที่เป็นปรมัตถธรรมคนใดมา เรารู้จักตัวเองไม่ว่าในเหตุการณ์ใดๆ และด้วยความเข้าใจเพิ่มขึ้น
ดิฉันขอเสริมว่า และเราก็จะไม่ใคร่เดือดร้อนนักไม่ว่าสภาพธรรมใดๆ ปรากฏ สภาพธรรมเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เมื่อมีปัจจัยให้อกุศลเกิด อกุศลก็เกิด และเท่าที่จะสามารถทำได้ ก็คือรู้อกุศลนั้นด้วยปัญญา เมื่อมี "ความอดทน" มากขึ้น เราก็จะไม่พยายามบังคับ เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆ ดิฉันขอคัดคำพูดของซาร่าห์ต่อ.... ปัญญาทำให้โลภะและโทสะลดน้อยลง แทนที่จะต้องการแต่ความสุขตามใจปรารถนา ทุกอย่างที่ปรากฏเป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) สามารถเป็นปัจจัยให้ความเข้าใจถูกเกิดขึ้นได้ด้วยการเจริญสติ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข เพราะความเข้าใจสภาพต่างๆ ในชีวิตเป็นปัจจัยให้ความเข้าใจนั้นเจริญขึ้น แทนที่จะหวังอยากให้ความรู้สึกเป็นสุขอยู่ตลอดเวลา หรือว่าหวังอยากได้แต่สิ่งดีๆ ในชีวิต
จบคำพูดของซาร่าห์ ดิฉันขอเสริมว่า ถ้าดิฉันตรงต่อตนเอง ดิฉันก็ยอมรับว่าชอบความรู้สึกที่เป็นสุขอยู่เสมอ และอยากได้แต่สิ่งดีๆ ในชีวิต แต่ดิฉันก็รู้ว่ามันเป็นจริงไม่ได้ เช่นเดียวกับซูซี่ ดิฉันชอบโลกธรรมฝ่ายดี ๔ อย่าง และก็ต้องถูกเตือนอยู่เสมอว่ามันนำความทุกข์มาให้ เมื่อเวลาที่ดิฉันเดินทางในประเทศอินโดนีเซียร่วมไปกับสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงและเจ้าชายพระสวามีแห่งเนเธอร์แลนด์ ดิฉันไม่ชอบให้ใครมองข้ามว่า ดิฉันไม่มีความสำคัญ แต่ดิฉันก็ได้หยิบพระสูตรหนึ่งมาอ่าน และข้อความในพระสูตรซึ่งดิฉันเคยได้ยินแล้วได้ยินอีกนั้นก็เตือนใจดิฉัน ข้อความในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ คันธภกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามนาย คันธภกคามณีว่า
"ดูกรนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัสและอุปายาส พึงเกิดแก่ท่านเพราะหมู่มนุษย์ในอุรุเวลกัปปนิคมตาย ถูกจองจำ เสื่อมทรัพย์ หรือถูกติเตียน มีแก่ท่านหรือ"
"มีอยู่ พระเจ้าข้า"
"ดูกรนายคามณี ก็ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ไม่พึงเกิดแก่ท่านเพราะหมู่มนุษย์ในอรุเวลกัปปนิคมตาย ถูกจองจำ เสื่อมทรัพย์ หรือถูกติเตียน มีอยู่แก่ท่านหรือ"
"มีอยู่ พระเจ้าข้า"
"ดูกรนายคามณี อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เครื่องให้ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัสและอุปายาสพึงเกิดขึ้นแก่ท่าน หรือไม่พึงเกิดขึ้นแก่ท่าน"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความโศก...พึงเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ก็เพราะข้าพระองค์มีฉันทราคะ ในหมู่มนุษย์ชาวอุรุเวลกัปปนิคมเหล่านั้น ส่วนความโศก ไม่พึงเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ก็เพราะข้าพระองค์ไม่มีฉันทราคะในหมู่มนุษย์ชาวอุรุเวลกัปปนิคมเหล่านั้น พระเจ้าข้า" ข้อความต่อไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึงอดีตและอนาคต ดังนี้
"ทุกข์เป็นอดีตกาลอย่างใดอย่างหนึ่ง.... ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ ทุกข์เป็นอนาคตกาลอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเกิด จักเกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะฉันทะเป็นมูลแห่งทุกข์"
ดิฉันต้องแก้ปัญหาต่างๆ ตามลำพัง เมื่อเวลาที่โลดเวคอยู่ในฮอลแลนด์ และดิฉันตามเสด็จสมเด็จและพระสวามีเป็นเวลา ๑๐ วัน ข้อความในพระสูตรเตือนใจเรา และฟังแล้วฟังอีกได้เรื่อยๆ พระธรรมเตือนให้ระลึกถึงสภาพธรรมต่างๆ สภาพธรรมใดจะเกิดขึ้นในขณะต่อไปนั้น แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ว่าจะได้หรือเสีย สรรเสริญ หรือนินทา แต่ความติดข้องของเราเอง ความผูกพันต่อตัวตนซึ่งเราคิดว่าสำคัญเหลือเกินทำให้เราไม่มีความสุข พระสูตรเตือนให้ดิฉันระลึกรู้ขณะปัจจุบัน เมื่อเราเห็นแล้วว่าเป็นทางเดียวที่ทำให้เราแก้ปัญหาในชีวิตได้ และเมื่อเรารู้ว่า เรามีอวิชชา และยึดมั่นในตัวตนมากเพียงใด ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เราอบรมเจริญความเห็นถูกต่อไป ปัจจัยที่ให้สติเกิดในชีวิตประจำวันจะมีขึ้นได้ถ้าเรารู้คุณค่าของความเห็นถูกอย่างแท้จริง
เมื่อตะกี้นี้เอง ดิฉันคุยกับสามีเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เขาได้ข่าวว่าผู้ร่วมงานได้รับเกียรติซึ่งเขาไม่ได้รับ และเขารู้ตัวว่าเขาอิจฉา และก็รู้ด้วยว่าความอิจฉานั้นน่าเกลียดเหลือเกิน เมื่อความริษยาเกิดขึ้น เราอาจจะคิดหาเหตุผลนานาประการ แต่ก็ไม่ทำให้ความริษยาหมดไปได้ ดิฉันปรารภว่า การยึดมั่นในตัวตนเป็นปัจจัยให้อกุศลอย่างหยาบ เช่น ความริษยาเกิดขึ้นได้ พระโสดาบันดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมเป็นตัวตนหมดสิ้นแล้ว จึงดับความริษยาด้วยจากการเจริญความเห็นถูกในนามธรรมและรูปธรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นหนทางเดียว แล้วเราก็จะเริ่มเข้าใจชีวิตของเราเองได้ว่าเป็นแต่เพียงชั่วขณะเดียวๆ จริงๆ ที่สภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดปรากฏ บางคราวก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นอิฏฐารมณ์น่าพอใจ บางคราวก็เป็นอนิฏฐารมณ์ไม่น่าพอใจ แล้วแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น เมื่อเห็นว่าชีวิตเป็นสภาพธรรมแต่ละขณะที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็จะทำให้โอกาสที่จะเกิดริษยาน้อยลง ดิฉันปรารภกับโลดเวคว่า เมื่อเราเห็นแล้วว่าความริษยาและอกุศลธรรมอื่นๆ มีกำลังครอบงำเรามากเพียงใด เราก็จะพากเพียรเจริญความเห็นถูกในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมมากขึ้น และโลดเวคก็เห็นด้วย ดิฉันบอกว่าเราสามารถเอาเหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนให้สติระลึกรู้สภาพธรรมในขณะนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีเครื่องเตือนสติมากพอในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เราใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น กิเลสนานาประการของเรา ความไม่แน่นอนในชีวิตซึ่งเป็นโลกธรรมที่น่าพอใจ ๔ และไม่น่าพอใจ ๔ อันได้แก่ คำสรรเสริญ และนินทา เป็นต้น การที่ชีวิตเราและผู้อื่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว การพลัดพรากจากวัตถุ หรือบุคคลที่เราชอบนั่นเป็นความทุกข์ที่สุดจะทน
ดิฉันคุยกับโลดเวคถึงเรื่องความมุ่งหมายในการทำงานเรื่อยๆ ไปของเขาว่า เป็นกุศลทั้งหมดหรือว่ามีอกุศลด้วย เราจะผิดหวังมากถ้าผลงานไม่ออกมาตามที่เราหวังไว้ และขณะนั้นก็เป็นโทสะ ดิฉันขอยกคำสนทนาที่ประทับใจระหว่างซาร่าห์และคุณสุจินต์
"เราลืมไปว่าการคิดถึงตนเอง การทำให้ตนเองสำคัญ ความมานะสำคัญตนในผลงานของเราทำให้ชีวิตเราลำบากเดือดร้อน แทนที่เราจะทำเท่าที่เราสามารถทำได้....." คุณสุจินต์ชี้ให้เห็นว่าเราควรไตร่ตรองดูว่า เราทำงานทำไม และเพื่อใคร บ่อยครั้งหรือไม่ที่อุดมการณ์หรือความคิดของเราเองทำให้เรามุ่งหวังที่จะดำเนินงานนั้นต่อไป
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มีความเป็นตัวตนเข้าไปแทรกอย่างมากในการกระทำซึ่งดูเสมือนสูงส่ง เราทราบบ้างหรือไม่ เราสามารถทราบได้โดยการเจริญความเห็นถูก ปัญญาสามารถรู้ทุกสิ่งรวมทั้งสภาพธรรมที่ละเอียดทั้งหมดในชีวิตเรา ปัญญาจะต้องคมชัด นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องรู้สภาพธรรม เช่น การเห็น หรือการได้ยินด้วย เราไม่ควรมองข้ามไป ชีวิตเราไม่ได้ประกอบด้วยขณะเห็น ขณะได้ยินมากมายหลายขณะดอกหรือ ไม่จริงหรือที่กิเลสเกิดจากสิ่งที่เราเห็นและได้ยิน ฉะนั้นทำไมเราจึงละเลยการเห็นและการได้ยิน และทำไมเราจึงอยากจะเจริญความสงบเสียก่อน ถ้าเป็นดังนั้นเราก็เดินทางอ้อมที่ซับซ้อน เราอาจจะหลงทางได้ง่ายเพราะติดความสงบ และผลสุดท้าย เราก็ไม่อาจพ้นไปได้โดยที่ไม่รู้สภาพการเห็นและการได้ยิน ฉะนั้นทำไมเราจึงไม่เริ่มเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้
ซาร่าห์คุยกับคุณสุจินต์ เรื่องความยึดถือ สมมติบัญญัติต่างๆ เช่น "แอดิเลด" เมืองที่เธออยู่ และความผูกพันกับเรื่องราวของบุคคล และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เธอชอบและไม่ชอบ ตามความเป็นจริงนั้น สิ่งเหล่านี้ก็คือนามธรรมและรูปธรรมนั่นเอง คุณสุจินต์แนะนำเสมอๆ ว่า อย่าพยายามเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา เพราะชีวิตเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่ "ตามรู้" ชีวิตด้วยสติ ดิฉันขอคัดคำพูดดังต่อไปนี้
"การตามรู้ชีวิตด้วยสติ เป็นอีกนัยหนึ่งของการอธิบายว่าควรระลึกรู้และเข้าใจ "แขกที่ไม่ได้รับเชิญ" ทางทวารต่างๆ เพิ่มขึ้น แทนที่จะเปรียบเทียบหรือคิดถึงสภาพการณ์อื่น เราสามารถอบรมการตามรู้สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและเจริญสติ ถ้าเรามีงานยุ่ง หรือรู้สึกว่าถูกดึงตัวไปหลายทิศทางอย่างที่ดิฉันเคยพูดว่า ดิฉันรู้สึกอย่างนั้น เราจะทำอย่างไร เห็นได้ชัดว่าความตกใจและความวิตกกังวลไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย ...." แน่นอนทีเดียว ฟังดูง่ายเหลือเกิน เมื่อคุณสุจินต์พูดว่า "ตามรู้ชีวิตด้วยสติ" ดิฉันเริ่มคิดและกังวลเรื่องเหตุการณ์เดิมที่จะเกิดขึ้นเมื่อดิฉันกลับไป "แอดิเลด" คุณสุจินต์แนะนำให้ "ตัดเรื่อง" ด้วยสติ สติที่ระลึกรู้ว่าความคิดก็เป็นสภาพธรรมที่คิดเท่านั้นจะทำให้เรื่องสั้นลงได้ แต่ละครั้ง ถ้าเราคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น ภาวะที่เราเคยคิดว่าไม่น่าพอใจก็จะค่อยๆ กลายเป็นภาวะที่น่าพอใจได้
เห็นได้ชัดทีเดียวว่า ความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ใช่การตามหาสิ่ง (อารมณ์)ต่างๆ ที่เราพอใจ แต่เป็นการทำให้ผู้อื่นมีความสุขและเข้ากันได้กับสภาพที่เขาพอใจ แต่ถึงแม้ว่าเราจะเคยได้ฟังอย่างนี้มาแล้ว และดูเหมือนว่าเข้าใจดีแล้ว ก็ยังต้องมีการเปลี่ยนแนวความคิดจนกว่าจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมากกว่าที่จะเป็นเพียงขั้นทฤษฎีเท่านั้น
จบข้อความของซาร่าห์ ตัดเรื่องด้วยสติ ส่วนมากเรามีชีวิตอยู่กับความคิด ความหวังของเราซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่บางครั้งสติก็สามารถเกิดคั่นได้ และขณะนั้นก็จะมีความเข้าใจสภาพธรรมบ้าง ต่อจากนั้นคุณสุจินต์พูดถึงการคำนึงถึงผู้อื่น สติกับการคำนึงถึงผู้อื่นเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เกี่ยวกันอย่างมาก เมื่อเราเริ่มเข้าใจสภาพธรรมต่างๆ เราก็จะรู้สึกว่าเราสำคัญน้อยลง เรายอมรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและนี่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งมิใช่เป็นความสุขที่เห็นแก่ตัว ถึงแม้ว่าจะติดความสุขชนิดนี้อีก แต่สติก็สามารถระลึกรู้ได้ ดิฉันรู้ว่าข้อนี้เป็นความจริง ระหว่างตามเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงและเจ้าชายพระสวามี เป็นหน้าที่ของดิฉันที่ต้องคำนึงถึงความสุขของพระองค์ท่านเป็นประการแรก ดังนั้น ดิฉันจึงไม่ใคร่อาทรนักกับความเหน็ดเหนื่อย ดิฉันไม่ชอบไปเดินดูตามร้านขายของที่ระลึก แต่คราวนี้ดิฉันดีใจเมื่อเห็นสมเด็จฯ ทรงสำราญพระทัย แม้แต่วันเล่นเรือและว่ายน้ำในทะเลสาปที่เหน็ดเหนื่อย บางทีสมเด็จฯ ก็ทรงใช้เวลาซื้อของมากกว่า ๒ ชั่วโมง ระหว่างนั่งรถนานๆ ดิฉันคิดถึงการเดินทางในรถท่องเที่ยวนานๆ กับคุณสุจินต์ที่อินเดีย ดิฉันถูกเตือนให้ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม ดิฉันสังเกตเห็นว่าเรายึดมั่นร่างกายของเราทุกกระเบียดนิ้ว และนี่เป็นเครื่องเตือนใจให้ดิฉันไม่ละเลยความอ่อนแข็งที่ปรากฏ เพื่อรู้ว่าเป็นแต่เพียงรูปธรรมเท่านั้น ดิฉันคิดถึงความสุขของคนอื่นๆ ที่ร่วมคณะไปด้วย ซึ่งไม่ค่อยเข้ากันนักอย่างที่อาจเกิดขึ้นในหมู่คนต่างๆ ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน เรามีโอกาสคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นบ่อยๆ บางคราวดิฉันก็เหนื่อยมากและไม่มีความสุขนัก แต่เมื่อดิฉันนึกได้ว่าไม่สมควรแสดงสีหน้ากับผู้อื่น การนึกได้นั้นก็เป็นประโยชน์ บางครั้งดิฉันต้องไปงานเลี้ยงที่น่าเบื่อ แต่เมื่อสติเกิดขึ้นเป็นบางคราวก็ทำให้ภาวะที่น่าเบื่อนั้นสดชื่นขึ้นมาได้ เพราะไม่สำคัญอีกต่อไปว่าเราอยู่ที่ใดหรืออยู่กับใคร สติเป็นปัจจัยให้เกิดความอดทนต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จดหมายฉบับนี้ชักจะยาว แต่ดิฉันต้องการแสดงให้เห็นว่า สติมีประโยชน์อย่างไรสำหรับชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สำหรับสมาธิในห้อง มิฉะนั้นแล้ว เราจะดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไรในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
เราไม่ควรประมาทขณะหนึ่งๆ ที่สัมมาสติเกิดระลึกรู้ลักษณะ ของนามธรรมหรือรูปธรรมแต่ละครั้ง เราไม่ควรประมาทการสะสมความเข้าใจถูก คุณสุจินต์พูดกับซาร่าห์เรื่อง "อนันตรปัจจัย" ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งใน ๒๔ ปัจจัย จิตขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เช่น โวฏฐัพพนจิต ซึ่งมนสิการให้จิตดวงต่อไปเป็นกุศลหรืออกุศลทางปัญจทวาร ทวารใดทวารหนึ่งเป็นอนันตรปัจจัย ของจิตขณะต่อๆ ไป ตามปกติชวนจิตมี ๗ ขณะ สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ชวนจิตเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต จิตแต่ละขณะเป็นปัจจัยแก่จิตขณะต่อไป ดิฉันขอยกคำพูด....
คุณสุจินต์กำลังพูดเรื่องปัจจัยต่างๆ เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะเธอพูดเรื่องอนันตรปัจจัย เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจในนามธรรมและรูปธรรมแต่ละขณะ ซึ่งเกิดสืบต่อกันสามารถทำให้ละคลายการยึดมั่นในเมืองแอดิเลด หรือเรื่องราวต่างๆ ลง ถ้าสติระลึกรู้มากขึ้นว่ากิเลสก็ไม่ใช่ตัวตน ก็จะคลายการยึดมั่นในตัวตนลง เธอชี้ให้เห็นว่า "ถ้าไม่เจริญสติ เมื่อใดก็ตามที่กิเลสเกิดขึ้น กิเลสก็จะมีอำนาจเหนือธรรมอื่นๆ" ฟังดูชัดเจนทีเดียวและเราก็รู้กันดีตามปริยัติว่า สภาพธรรมคืออะไร และสติคืออะไร แต่ก็บ่อยครั้งทีเดียวที่เหมือนกับ "ก้าวกลับไปที่เดิม" (คือ เหมือนกับว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยเมื่อถึงขั้นปฏิบัติ - นีน่า)
คำบอกเล่าของซาร่าห์ เรื่องปัญหาและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เธอประสบนั้น ดูเหมือนๆ กับที่ดิฉันก็ประสบบ่อยๆ เป็นปัญหาที่เรามีกันทุกคน ถึงแม้จะดูเหมือนว่า เป็นเหตุการณ์ที่ต่างกันมากเพียงไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่สำคัญเท่าใดนัก เราทุกคนมีกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ เราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้นด้วยความเข้าใจถูกในชีวิตประจำวัน และก็จะเป็นปัจจัยให้คำนึงถึงผู้อื่น และให้กุศลทุกประการเกิดมากขึ้นด้วย
ด้วยเมตตา
นีน่า วัน กอร์คอม