จดหมายจากนีน่า
จดหมายฉบับที่ ๗
๒๘ กรกฏาคม ๒๕๒๕
จาการ์ตา
ซูซี่ที่รัก
ดิฉันเพิ่งให้ข้อคิดบางประการที่เป็นประโยชน์ในจดหมายของคุณ ซึ่งดิฉันใคร่จะยกมากล่าว คุณชี้ให้เห็นว่าเรามักจะลืมว่ากิเลสนั่นเองที่ผลักดันให้เราดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน เมื่อเราชอบอกุศลก็ดูเหมือนว่าเราจะไม่เห็นว่าเป็นอกุศล
.....ดิฉันไม่คิดว่าเราจะต้องพูดถึงแต่เรื่องปัญหาในวันหนึ่งๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆ เท่านั้น แล้วยามสุขสบายล่ะ เป็นยามยากที่บล้านช์และดิฉัน (และดิฉัน-นีน่า) ยากที่จะมองเห็นว่าแม้ขณะที่สุขสบาย (อาจจะเพิ่มโลภะขึ้นเท่านั้นเอง) นั้นก็เป็นขณะที่จะต้องมีปัญญาเห็นถูกด้วย วันรุ่งขึ้นอาจจะเลวร้าย แต่วันนี้ก็เต็มไปด้วยสิ่งรื่นรมย์ เสียงหัวเราะ อาหารอร่อยๆ ดิฉันก็เลยไม่เห็นว่าจำเป็นอย่างไรที่จะต้องมีสติในขณะนั้น .....
ซูซี่กล่าวต่อไปว่า คนที่นั่งในที่เงียบๆ ก็หลงเพลินไปกับความคิดต่างๆ นาๆ ได้เช่นเดียวกับคนที่กำลังพูดเล่นสนุกๆ กับเพื่อนๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราจำเป็นต้องรู้จิตในขณะนี้ ไม่ว่าเราอยากจะรู้หรือไม่ มิฉะนั้นเราก็จะถือว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นความสงบ "ความสงบของฉัน" การติดข้องกับความคิดที่เราคิดว่าเป็นความสงบ ข้อควรจำก็คือ เมื่อเวลาที่ชีวิตราบรื่นก็จำเป็นต้องเจริญปัญญาด้วย เมื่อดิฉันเป็นทุกข์เกือบจะร้องไห้ ดิฉันอาจจะคว้าเอาธรรมมาปลอบใจให้ดิฉันอยู่ต่อไปได้ เราคิดไตร่ตรองธรรมนั้น และธรรมนั้นจึงเป็นประโยชน์แก่เรา แต่ถึงไม่มีทุกข์ พระผู้มีพระภาคก็มักจะทรงเตือนเราว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นและแม้ขณะนี้เราก็อยู่ในความทุกข์ กำลังเดินทางไปสู่ความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างกายของเราเดี๋ยวนี้ก็กำลังเสื่อมโทรม ไฟกำลังไหม้ศีรษะของเราอยู่ และในสภาพเช่นนี้เราก็ไม่รีรอที่จะหาทางแก้ ทางแก้ก็คือ การรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ขณะนี้ทางทวารทั้ง ๖ ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้ธรรมจริงๆ เหมือนกับเราต้องบริโภคอาหารทุกวัน การบริโภคอาหารชนิดนี้ควรทำให้เป็นนิสัย ควรอบรมให้นิสัยนี้เจริญขึ้นจริงๆ อาหารกลางวันที่ดิฉันรับประทานอยู่อร่อยเหลือเกิน (อาหารคล้ายเต้าหู้กับผัก) ขณะที่อ่านจดหมายของคุณ และกำลังหัวเราะไปกับอารมณ์ขันของคุณ (ดิฉันเห็นคุณมีอารมณ์ขันเสมอ) ขณะนั้นลืมได้ง่ายเหลือเกินว่า สภาพธรรมแต่ละขณะนั้นเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็หมดไป ไม่ใช่ตัวตน คุณยกคำพูดของคุณสุจินต์ที่กล่าวว่า เมื่อเรามีปัญหาใดๆ สิ่งที่สำคัญจริงๆ ก็คือกิเลสของเราเองต่างหาก ที่เป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆ เหล่านั้น คุณย้ำว่า เราติดข้องกับ "โทสะของตัวเอง" อย่างไร
...โดยทั่วไปแล้วชีวิตของทาดาโอ และดิฉันดำเนินไปด้วยดี จนกว่าความลำบากครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น และดิฉันก็คงจะถูกกลุ้มรุมด้วย "ปัญหาของฉัน" เราผูกพันกับเรื่องราวของปัญหาต่างๆ และชีวิตในด้านร้ายๆ ดิฉันคิดว่าเราชอบบรรยากาศชีวิตในขณะที่มีโทสะให้ละเอียดละออขึ้น เราผูกพันมากกับความทุกข์ยากลำบากของเรา หรือเรื่องเศร้าๆ และชอบชักจูงให้คนอื่นเป็นห่วงเป็นใยไปกับเรา ด้วยการขยายความแต่เฉพาะด้านร้าย ดิฉันอยู่ในโลกของ "ดิฉันผู้น่าสงสาร" มานานและเป็นนิสัยที่เลิกยาก เราไม่เห็นความสำคัญของธรรมที่เป็นทางดีอย่างแท้จริง
จบข้อความที่คัดมา คุณขอให้ดิฉันพูดถึงข้อความที่ดิฉันกล่าวว่า เราสามารถเข้าใจเมตตามากขึ้น ถ้าเราระลึกรู้จิตขณะนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจจิตขณะนี้เลยว่าเป็นกุศล หรืออกุศล เราจะไม่เข้าใจผิดบ่อยๆ หรือว่าที่เราคิดว่าเป็นเมตตานั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นโลภะนั่นเอง เหมือนอย่างที่คุณเพิ่งเขียนเล่ามาว่า คุณทำอาหารให้คนที่คุณรัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะโลภะ เราอาจจะคิดและเขียนเรื่องเมตตา แต่ว่าในขณะนี้ล่ะ เรามักจะลืมขณะปัจจุบันนี้ ถ้าเราลืมน้อยกว่านี้และเพลินไปในอารมณ์ต่างๆ ที่รุมล้อมเราอยู่น้อยกว่านี้ เมตตาก็จะมีโอกาสเกิดมากขึ้น คุณพูดถึงข้อความที่คุณได้ฟังมาว่า เราจะเลิกยึดถือตัวตนได้อย่างไร ถ้าเราไม่สามารถสละสิ่งของได้ และคุณถามว่าข้อความนั้นเกี่ยวกับเมตตาหรือไม่เกี่ยวด้วย เพราะเมตตาเป็นความไม่เห็นแก่ตัว ขณะที่มีเมตตาก็มีทาน มีความอารี มีกาย วาจา ใจที่ประกอบด้วยเมตตา เมตตาเป็นบารมีอย่างหนึ่งที่พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญควบคู่กันไปกับสติปัฏฐานเพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เมตตาทำให้ความเห็นแก่ตัวลดลง การเจริญความเห็นถูกในนามธรรม และรูปธรรม เป็นปัจจัยให้เมตตาเกิดมากขึ้น
เมตตาแผ่ไปถึงทุกๆ บุคคล ไม่เลือกว่าเป็นคนนี้หรือคนนั้น คุณถามว่าขณะที่คิดด้วยเมตตามีไหม การคิดมีตลอดเวลา คิดเรื่องเหตุการณ์ คิดเรื่องผู้คน ดังนั้น จึงคิดด้วยเมตตาแทนที่จะคิดด้วยอกุศลได้ ถึงตอนนี้คุณได้ให้ข้อเตือนใจที่ดี
...บางครั้งดิฉันอยากเลือกว่า ควรจะเมตตาใครมากกว่า ดิฉันรู้ว่าให้สติระลึกรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เล่ห์ลวงอีกแล้ว เพราะเรามักจะหลงไปกับความปรารถนาและใฝ่หาแต่ขณะที่เป็นอนาคต เช่น ความเข้าในที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือสติที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นความจริงที่การอบรมปัญญานั้นเริ่มที่จุดใดจุดหนึ่ง สถานที่และเวลาใดก็ได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ดิฉันรู้ตัวอีกครั้งว่า ดิฉันกำลังเริ่มต้นจริงๆ ....
คุณสุจินต์ก็จะกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มต้นอีก เริ่มต้นอีก ชีวิตของเราเริ่มต้นอยู่เรื่อยๆ คุณเขียนเกี่ยวกับ "การละคลายความสำคัญตนเป็นผลของปัญญา"
จริง ธรรมนำมาปฏิบัติได้จริงๆ และเป็นปกติธรรมดา ซึ่งจะเห็นได้ทุกตอนในพระไตรปิฎก เป็นไปได้ที่เราไม่สนใจสิ่งธรรมดาๆ เท่ากับที่เราอาจหวัง ใฝ่หาสิ่งแปลกๆ ประหลาดๆ และสิ่งที่ผิดจากธรรมดา มากกว่าขณะธรรมดาที่กำลังหลงลืมสติอยู่นี้
คุณกล่าวต่อไปว่า มีการปฏิบัติผิดได้ซึ่งแฝงมาในรูปของความต้องการผล เหมือนอย่างที่ดิฉันเคยกล่าวไว้แล้วในเรื่องของสมถะ โดยทั่วไปแล้ว ดิฉันขอบอกว่า ไม่ใช่แต่เพียงสมถะเท่านั้น แม้แต่ในการอบรมเจริญความเห็นถูกในนามธรรมและรูปธรรม เราไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่า เราต้องการบรรลุผลเพื่อตัวเราเอง ตอนที่คุณแอลันยังบวชเป็นพระอยู่เคยถามว่า "ทำไมคุณอยากได้สติ เอาไว้อวดคนอื่นหรือ" ความอยากบรรลุผลทำให้เราใจร้อน เมื่อใดที่ใจร้อนเราก็ตรวจสอบได้ว่าเกิดจากการอยากได้ ความต้องการบรรลุผลนั่นเองเป็นเหตุให้เราคิดว่า ตัวเราดีเกินกว่าที่จะตั้งต้นแล้วตั้งต้นอีก คุณกล่าวต่อไปว่า
นี่แหละ เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าปัญญาทำให้คลายความสำคัญตนลง เพราะว่าเมื่อปัญญาเจริญขึ้นก็สามารถกล่าวได้ว่า "ความเป็นตัวตนลดน้อยลง" เราจะพะวงน้อยลงกับการบรรลุความสำเร็จของตัวตน
ดิฉันคิดว่า ถ้าเราใส่ใจที่จะรู้ขณะปัจจุบันบ่อยๆ การคิดก็จะน้อยลงๆ และการคิดถึงความสำเร็จในอนาคตก็จะน้อยลงด้วย ปัญญาทำให้ละคลายความสำคัญตนเพราะทำให้เราค่อยรู้ขณะต่างๆ ที่เป็นอกุศลได้ดีขึ้น ในตอนแรกเราอาจจะคิดว่า ฉันไม่ได้ยึดมั่นในตัวตนจริงๆ ฉันเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหมดแล้ว หลังจากนั้นเราอาจรู้ตัวว่าเราติดข้องอยู่มากอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าใครคิดว่าไม่มีอะไรที่จะต้องศึกษามากนักก็จะเป็นโทษภัยจริงๆ
ดิฉันได้เขียนถึงคุณบล้านช์ เรื่องคำแนะนำหลายอย่างของคุณสุจินต์ที่ปฏิบัติได้และเธอก็ตอบมาว่า คำแนะนำนั้นๆ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ใครๆ ก็คิดได้ และเธอได้ถามต่อไปว่า อรรถรสของพุทธอยู่ตรงไหน หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เธอมองไม่เห็นว่าคำแนะนำเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันเหล่านั้นเป็นอรรถรสของพุทธ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและดิฉันก็จะพยายามพูดเรื่องนี้ให้มากขึ้นอีกสักหน่อย แท้ที่จริงแล้วก็เป็นการเข้าใจสภาพจิตในขณะนี้นั่นเอง อย่างที่ดิฉันเพิ่งเขียนไปเมื่อกี้นี้ นั่นไม่ใช่คำสอบของพระผู้มีพระภาคหรอกหรือ ถ้าจะพูดให้ตรงจุดก็คือ รู้ว่าจิตเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยไม่ใช่ตัวตน นั่นเป็นแก่นของพระธรรม ปัญญาอย่างนี้สามารถดับอกุศลธรรมได้ในที่สุด แต่ปัญญาอย่างนี้จะเริ่มอบรมให้เกิดขึ้นได้ในขณะปัจจุบันเท่านั้น ไม่ว่าใครจะอยากได้ยินได้ฟังอย่างนี้หรือไม่ก็ตาม บางที่อาจจะดูธรรมดาเกินไปกระมัง ไม่มหัศจรรย์ ไม่ผิดจากปกติธรรมดาอย่างที่คุณกล่าว ถ้าไม่เข้าใจว่าสภาพธรรมแต่ละขณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นสภาพธรรมที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และเท่าที่จะทำได้ก็คือ พยายามเข้าใจสภาพธรรมขณะนั้นให้ถูกต้องว่า นามธรรมเป็นนามธรรม และรูปธรรมเป็นรูปธรรม เราอาจจะเลือกว่าสติควรระลึกรู้อะไร สภาพธรรมนี้กระมัง ไม่ใช่สภาพธรรมนั้น ไม่ใช่อกุศล อกุศลไม่ใช่สิ่งดีที่สติควรรู้ ดังนั้นเราจึงเลือกเอาแต่ความสงบ เราไม่อยากรู้อกุศลของเราเอง เราหลอกตัวเอง เราอยู่ในโลกลวงที่เราสร้างขึ้นมาเอง ซึ่งในทางตรงกันข้ามจะมีประโยชน์อย่างมากในชีวิตประจำวันของเราทุกคนรวมทั้งในการเกี่ยวข้องกับผู้อื่นที่จะเริ่มต้นรู้ว่า การเห็นเป็นแต่เพียงนามธรรมที่เห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นแต่เพียงรูปธรรมซึ่งไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ไม่ว่าเราจะเห็น ได้ยิน ฯลฯ อะไรก็เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ว่าเราชอบหรือไม่ก็ตาม การรู้อย่างนี้จะทำให้เรายอมรับความทุกข์ ความแก่ และความลำบากทั้งหลาย ที่สำคัญก็คือการเจริญปัญญาซึ่งสามารถนำเราไปในทางที่ถูก ทำให้เราดำเนินชีวิตในทางที่ถูก เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้ชีวิตมีประโยชน์ที่สุด เราอาจจะเห็นคนสองคนกำลังช่วยใครอยู่ แต่จิตของคนสองคนนั้นต่างกัน คนหนึ่งอาจหวังสิ่งตอบแทน หรืออาจช่วยเพื่อตัวเอง ด้วยความยึดมั่นในตัวตน อีกคนซึ่งดูภายนอกก็ทำกรรมดีนั้นด้วย แต่จิตต่างกัน สติระลึกรู้ว่า ขณะที่กำลังช่วยนั้นก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นแต่เพียงนามธรรมไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้นกิริยาอาการจึงต่างกัน แต่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นอาการที่ต่างกัน ชีวิตของผู้ที่เจริญสติปัฏฐานเป็นปกติจริงๆ เป็นชีวิตประจำวันธรรมดา แต่ที่ต่างกันนั้นก็คือความเห็นถูก หรือกำลังเจริญปัญญา เป็นการปฏิบัติตามพระธรรมปกติธรรมดาจริงๆ ดูเป็นคำแนะนำที่ธรรมดาๆ แต่ถ้าเรารู้อรรถะทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่าแตกต่างกันจริงๆ การเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนั้น แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวไว้บ่อยๆ แต่ก็แฝงอยู่ในทุกสิ่ง เมื่อเรารู้อย่างนี้เราก็ต้องอ่านพระธรรมที่พระผู้มีพระภาค ฯ ทรงแสดงแก่คฤหัสถ์ซึ่งดูเหมือนว่าเกือบจะธรรมดาๆ เกินไป แต่ไม่ธรรมดาเลย ถ้าเราเข้าใจจุดมุ่งหมายของพระธรรมนั้น นั่นก็คือ ชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการเจริญปัญญาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เสมอๆ ไม่ว่าเราอยากได้ยินอย่างนี้หรือไม่ก็ตาม
เราจะไม่รีรอที่จะอบรมเจริญปัญญาเลย ถ้าเรารู้จริงๆ ว่า เราเต็มไปด้วยตัวตน แต่ถ้าไม่รู้อย่างนี้ก็จะไม่ขวนขวายเลย การเต็มไปด้วยตัวตนไม่ได้หมายความเพียงแค่คิดว่ามีตัวตน แต่เป็นการยึดมั่นตัวตนที่หยั่งรากลึกนอนเนื่องแฝงอยู่ และเป็นเหตุให้อกุศลประการอื่นๆ เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่คิดว่า "นี่ฉัน นี่เป็นตัวตน" เราก็ยังเต็มไปด้วยตัวตน เราไม่ยึดถือร่างกายทั้งหมดว่าเป็นตัว แทนที่จะเป็นแต่เพียงสภาพรูปธรรมต่างๆ ซึ่งเกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหรอกหรือ เราไม่ได้ยึดถือหรือว่าจิตเป็นจิตใจที่เห็น และเมื่อเห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นต้นไม้ และผู้คน แทนที่จะรู้ความจริงว่าจิตเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เห็นขณะหนึ่ง คิดขณะหนึ่ง ไม่ใช่ขณะเดียวกันเลย เห็นไม่ใช่คิด แม้ว่าเห็นและคิดอาจเกิดติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ดิฉันไม่ได้กล่าวว่าความเห็นผิดเกิดอยู่ตลอดเวลา แต่ความเข้าใจสภาพธรรมผิดจากความเป็นจริงนั้นไม่ได้หยั่งรากลึกหรอกหรือ เราอ้างไม่ได้เลยว่า เราเห็นสภาพธรรมต่างๆ ตามความเป็นจริง และว่าเรารู้ความต่างกันของการเห็นและสิ่งที่ปรากฏทางตา ความต่างกันของการเห็นและการคิด ยังมีอีกมากที่จะต้องเรียนรู้แต่ทำไมเราจึงผลัดไป เราจะเสียเวลาอันมีค่า ถ้าเราคิดว่าจะต้องสงบเสียก่อน และเราก็จะรอตลอดไป
จดหมายฉบับนี้เป็นคำตอบจดหมายของคุณบล้านช์ฉบับก่อนด้วย เพราะดิฉันกำลังจะไปพักผ่อน ดิฉันจึงส่งจดหมายฉบับนี้ไปให้ซาร่าห์ ดิฉันไม่เข้าใจอะไรเลยในเรื่องข้อความที่ครูผู้สอนสมาธิกล่าว เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้ ดิฉันรู้สึกว่าเป็นเรื่องสับสน เช่น จิตที่ไม่กวัดแกว่ง หมายความว่าอะไร ตามธรรมดาแล้วทุกคนจะต้องตัดสินใจเลือกทางชีวิตของตนเอง แต่ก่อนที่จะเลือกควรมีความรู้เบื้องต้นในเรื่องสภาพธรรมทั้งหมด รวมทั้งสมถะ คือความสงบด้วยจึงจะเป็นประโยชน์ เพื่อจะได้รู้จริงว่าความสงบเกิดกับจิตประเภทไหน เราต้องรู้ว่า จิตรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ กัน เจตสิก แต่ละประเภทเกิดกับจิตแต่ละประเภท ดิฉันหวังว่า จะมีคนส่งหนังสืออภิธรรมที่พิมพ์ใหม่จากศรีลังกาไปให้คุณบล้านช์เร็วๆ นี้ตอนท้ายจดหมายของเธอ ดิฉันเห็นเธอห่วงใยจริงๆ ที่จะรู้ความจริง คุณบล้านช์ เวลาเหลือไม่มากนัก ทำให้ดิฉันคิดถึงแม่ชีผู้หนึ่ง ซึ่งวนเวียนพายเรืออยู่ในอ่าง "ไม่เคยพบสิ่งที่เธอปรารถนาอย่างยิ่งยวด" และแล้วเธอก็ได้ฟังเรื่องธาตุ นามธรรม และรูปธรรม และเธอก็รู้ว่าจำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นที่แจ่มแจ้งชัดเจนก่อน ตอนนี้ดิฉันยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะซักถามเรื่องความสงบ
ด้วยเมตตา
นีน่า วัน กอร์คอม