จดหมายจากนีน่า
 


 

จดหมายฉบับที่ ๘

๒ มีนาคม ๒๕๒๖

จาการ์ตา

ซูซี่ที่รัก

ในจดหมายฉบับหลังสุด คุณถามถึง การคิดเรื่องสภาพธรรม เช่น สภาพแข็ง ว่าต่างกับการระลึกรู้ตรงแข็งอย่างไร แน่ละ เรามักจะครุ่นคิดถามอย่างนี้บ่อยๆ ก่อนอื่นดิฉันขอกล่าวถึงบางตอนในจดหมายของคุณ

...ดิฉันต้องการหาทันทีที่แข็งปรากฏว่าอยู่ตรงไหน เพียงแต่คิดแต่ยังไม่ได้ระลึกรู้โดยตรง แต่การคิดจะช่วยให้เรามีปัญญารู้แข็งมากขึ้นหรือไม่ หรือว่าเราจะมีปัญญารู้แข็งได้ขณะที่ระลึกรู้ตรงแข็งโดยไม่หาหรือเลือกว่าตรงไหน ดูเหมือนว่า เมื่อเราพูดหรือคิดเรื่องสภาพแข็ง (หรือนามธรรมใด รูปธรรมใดก็ตาม) เราพยายามที่จะหาทันทีว่าอยู่ที่ไหน บางทีอาจจะเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติ เราคิดว่าเรารู้สภาพธรรมต่างๆ ตามความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่าเราต้องทำให้ความรู้แข็งที่เราเคยเรียนตามปริยัติละเอียดยิ่งขึ้น... และแล้วบางขณะก็มีการระลึกรู้ อาจจะเป็นที่ใดหรือเมื่อใดก็ได้ ...เพียงแต่สร้างปัจจัยไปเรื่อยๆ ในขณะนี้...

มีการคิดเรื่องสภาพธรรมต่างๆ (แล้วก็คิดว่าขั้นต่อไป ปัญญาก็จะรู้แจ้งชัดในสภาพธรรมนั้นๆ) เรามักจะสงสัยอยู่เรื่อยว่าเมื่อไหร่ปัญญาจะเกิดและหวังเหลือเกินที่จะให้ปัญญารู้ชัด เราชอบสร้างสภาพการณ์ต่างๆ ให้ปัญญา

ก่อนอื่น ก่อนที่เราจะพูดให้ลึกลงไป คงจะเป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า จุดประสงค์ของเราคืออะไร ความรู้สึกนึกคิดของเรามีอะไรผิดไปบ้างหรือไม่ เมื่อเราอ่านพระไตรปิฎกเราสังเกตเห็นได้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงเตือนแล้วเตือนอีกทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์เรื่องของทาน ศีล สมถะและการเจริญอบรมปัญญารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เรารู้กันอยู่แล้วว่า ทาน ศีล และสมถะเป็นทางของกุศล แต่เมื่อยังไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ก็ไม่รู้เลยว่าความเห็นผิดว่ามีตัวตนและกิเลสอื่นๆ นั้นจะดับได้ด้วยการอบรมเจริญมรรคมีองค์ ๘

เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วจึงพอจะเข้าใจได้อย่างน้อยก็ในขั้นปริยัติ ว่ามีแต่เพียงนามและรูป ไม่มีตัวตน และแล้วเมื่อเห็นว่าการยึดมั่นในตัวตนนั้นเป็นความเห็นผิด เราก็คิดที่จะถอนการยึดมั่นในตัวตน เราอาจจะนึกขึ้นมาได้ เห็นความจริงว่าเราคิดถึง "ตัวตน" บ่อยๆ และยังเป็นทุกข์ในชีวิตต่อไปเพราะการยึดมั่นใน "ตัวตน" ของเรา แล้วเราก็จะขวนขวายขึ้นที่จะฉวยโอกาสที่จะคิดถึง "ตัวเอง" "ตัวเอง" "ตัวเอง" ให้น้อยลง และเพราะเหตุนี้เราก็จะเห็นมากกว่าแต่ก่อนว่า ศีลและสมถะเป็นทางให้เห็นแก่ตัวน้อยลง ขณะที่เราให้สิ่งใดด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ขณะนั้นเราก็ไม่ติดข้องในของของเรา ถ้าเราติดข้องในสิ่งที่เป็น "ของเรา" เราจะละคลายความยึดมั่นในความเห็นว่าเป็น "ตัวตน" ได้อย่างไร เราอาจจะเห็นว่าศีลเป็นทางหนึ่งที่ทำให้เรามีน้ำใจจะนึกถึงคนอื่นมากขึ้น ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน ศีลรวมทั้งการช่วยเหลือผู้อื่นและการเคารพผู้ที่ควรเคารพ ส่วนสมถะก็เป็นการเจริญกุศลทางใจและขณะนั้นก็ไม่มีความคิดที่เห็นแก่ตัว เมื่อเราอยู่กับผู้อื่นเราอาจจะระลึกได้ว่าควรจะเจริญเมตตาและกรุณา หรืออาจจะเป็นโอกาสที่จะเจริญมุทิตาเมื่อยินดีด้วยที่ผู้อื่นได้ดี เราติดข้องในร่างกายของเรา แต่เมื่อเห็นซากศพ ก็อาจจะระลึกได้ว่าเป็นแต่เพียงรูป เป็นสภาพธรรมที่ว่างเปล่าจากตัวตน เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลยและไม่ใช่ตัวตน และเราก็อาจจะระลึกได้ด้วยว่าร่างกาย ที่มีชีวิตก็ประกอบด้วยรูปต่างๆ ซึ่งไม่ยั่งยืนและไม่ใช่ตัวตน

การศึกษาและการพิจารณาธรรมเป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการเจริญวิปัสสนา การศึกษาพระธรรมทำให้เราเข้าใจสภาพลักษณะของสติ (การระลึกรู้) ซึ่งไม่ใช่ตัวตน และสภาพลักษณะของปัญญาซึ่งไม่ใช่ตัวตนมากขึ้น แล้วเราก็จะค่อยๆ หายอยากแต่จะนั่งคอยให้สติที่เราต้องการนักเกิดขึ้น การพิจารณาพื้นความคิดเห็นของเรามากขึ้นนั้นเป็นประโยชน์แก่การที่จะรู้จักตัวเอง เรากำลังหาตัวเรา สติของเรา ความรู้ของเรา (อยู่หรือเปล่า) เราอาจคิดว่าเราปฏิบัติถูกทางในขณะที่จริงๆ แล้ว เรากำลัง "สร้าง" ปัจจัยต่างๆ อยู่ตลอดเวลาด้วยความคิดที่เป็นตัวตน การปฏิบัติที่ถูกต้องควรจะเริ่มด้วยการยึดมั่นใน "ตัวตน" น้อยลงตั้งแต่ต้น

สติและปัญญาเกิดขึ้นเพราะปัจจัยต่างๆ หลายประการ ประการที่หนึ่งก็คือการได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะเป็นมา ตั้งแต่ชาติก่อนๆ ถึงแม้ว่าขณะนี้จะจำไม่ได้ก็ตาม นอกจากนั้นการสะสมทาน ศีล และสมถะ ก็เป็นปัจจัยที่มีประโยชน์ เพราะทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลง เราต้องพิจารณาพระธรรมและประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เราไม่สามารถ หยั่งรู้ปัจจัยต่างๆ ที่ร่วมกันปรุงแต่งให้ปัญญาเจริญขึ้นได้

เรากำลังพูดถึงการก้าวจากความรู้ขั้นปริยัติไปสู่การปฏิบัติ เพื่อรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏซึ่งไม่ใช่มีเพียงก้าวเดียว แต่เป็นการศึกษาลักษณะของสภาพธรรมต่างๆ ที่ปรากฏขณะนี้ไปตามลำดับ เราอาจจะยังพยายาม "เลือก" สิ่งที่จะระลึกรู้ เราอาจเลือกสภาพแข็งหรือสิ่งที่ปรากฏทางตา เราอาจจะคิดเรื่องสภาพธรรมไปเรื่อยๆ และสภาพธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็คือการคิด เป็นต้นว่า เมื่อคิดเรื่อง "สภาพแข็ง" จิตคิดคำที่เป็นเรื่องนั้น ขณะนั้นไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพแข็ง

เรารู้สภาพที่คิดหรือไม่ คิดด้วยโลภะหรือโทสะ เรารู้สภาพคิดน้อยเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคิดมีทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล เราคิดอย่างเห็นแก่ตัวมากเพียงใด

เราได้พูดกันหลายครั้งแล้วว่าปัญญาจะต้องรู้อะไร รู้สภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่กำลังปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดในหกทวาร แต่ในขั้นปฏิบัตินั้นอาจจะยังยากอยู่ที่จะระลึกอย่างนี้ เช่น เมื่อสภาพแข็งปรากฏ ปัญญาจะต้องรู้อะไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญญาเกิด เมื่อสภาพแข็งปรากฏแก่กายวิญญาณจิตแล้วโดยมากโลภมูลจิตก็เกิด แต่เราไม่ได้แม้แต่จะสังเกตว่าเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้ว่าแข็งก็อาจจะมีการติดข้องอย่างละเอียด จะต้องขอย้ำว่าปัญญาควรรู้ว่าแข็งเป็นรูปชนิดหนึ่งเท่านั้น ปัญญาควรจะรู้อย่างนี้ด้วยการละคลายขั้นหนึ่ง เมื่อปัญญาเจริญขึ้นการละคลายก็จะมากขึ้น การที่จะรู้ความดับไปของนามหรือรูปก็จะต้องมีการละคลายมากขึ้นซึ่งไม่อาจจะรู้ได้ในตอนต้น

"เมื่อไม่ได้ศึกษาสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ปัญญาก็เจริญขึ้นไม่ได้" คุณสุจินต์กล่าวซ้ำอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ใช่เพียงก้าวเดียวจากความรู้ขั้นปริยัติไปสู่การประจักษ์แจ้ง แต่เป็นการล้มลุกคลุกคลานที่ยาวนาน เมื่อรู้ผิดไปก็ตั้งต้นใหม่อีก ข้อสำคัญก็คือ ไม่ลืมว่าสติไม่ใช่ตัวตนและปัญญาก็ไม่ใช่ตัวตน และนั่นคือ เมื่อถึงเวลาที่สติจะเกิดสติก็เกิด สติระลึกรู้แข็ง รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาหรืออารมณ์อื่นแล้ว ขณะที่สติเกิดนั้นเป็นปัจจัยให้ปัญญาซึ่งไม่ใช่ตัวตนเจริญขึ้น ปัญญาเกิดขึ้นเมื่อถึงพร้อมด้วยปัจจัยที่เหมาะสม เราอาจจะยอมรับความจริงว่ามีสภาพเห็น สภาพได้ยิน สภาพนึกคิด แต่เราสามารถรู้หรือไม่ว่า มีสภาพระลึกรู้ ออกจะยากถ้าเราไม่ตรงต่อตัวเอง เราชอบทำอะไรหลายๆ อย่างให้สติเกิด ชอบสร้างสภาพการณ์ต่างๆ และเราก็ยึดมั่นกับความคิดว่า "สติของฉัน"

ถ้าอย่างนั้นเราควรจะปล่อยไปตามเรื่อง เรื่อย เฉื่อย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพยายามกระนั้นหรือ นี่เป็นคำถามที่ถามกันบ่อยๆ ขณะที่ถามอย่างนี้ก็ศึกษาลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้พร้อมกันไปกับสติด้วยได้ไหม แล้วเราจะได้รู้จิตประเภทต่างๆ มากขึ้น นี่คือความหมายของ "ศึกษา" นั่นคือเพียรเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ด้วยว่าไม่มีตัวตนที่พยายามทำความเพียร เมื่อเห็นควรที่จะขจัดความยึดมั่นในตัวตนเสียทันที ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไม่เสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ ด้วยการเป็นอกุศล และจะมีโอกาสต่างๆ ที่จะทำกุศลประเภทต่างๆ เมื่อมีโอกาสอ่านพระธรรมก็อ่านเสีย เพราะพรุ่งนี้อาจจะไม่มีเวลา ทำเสียแต่วันนี้ดีกว่า หรือถ้าไม่มีโอกาสอ่านก็ยังมีสภาพธรรมที่เตือนใจอยู่รอบตัวเรา กิเลสของเราเองบ้าง ความทรุดโทรมบ้าง ความเจ็บบ้าง ความตายบ้าง โลกทางทวารทั้งหก เราอาจพูดกันมาหลายครั้งแล้ว เรื่อง สิ่งที่ปรากฏทางตาซึ่งไม่ใช่บุคคลหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราอาจจะเชื่อว่ามีผู้คนแวดล้อมแต่บางครั้งก็มีบางขณะนิดๆ หน่อยๆ ที่รู้ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตานั้นไม่ใช่บุคคลใดเลย เป็นแต่เพียงสีหรือสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ดิฉันขอยกคำพูดจากจดหมายของคุณซึ่งกล่าวว่า

"...ธรรมเกี่ยวกับชีวิตจริงๆ ง่ายเหลือเกินที่เราจะมองข้ามอยู่ตลอดเวลา เห็นขณะนี้ง่ายเกินไป และเป็นเพราะว่าไม่มีการใช้ศัพท์แสงที่วิจิตรพิสดาร จึงไม่สมกับอรรถะซึ่งจะต้องเข้าใจ ดิฉันเข้าหาธรรมเพราะธรรมตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรเหลวไหล ธรรมเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ"

ถูกแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องทวาร ๖ และสิ่งที่รู้ได้ทางทวาร ๖ ไม่มีเรื่องทฤษฎียาวๆ เพราะเป็นเรื่องสภาพธรรมต่างๆ ที่รู้ได้โดยตรงขณะนี้ คุณชอบคำต่อไปนี้ไหมที่กล่าวถึงความรู้สึกว่า "ความรู้สึกคือสภาพที่รู้สึก" สภาพที่รู้สึกเท่านั้นเอง คำว่า "สภาพ" สำคัญยิ่ง ยากที่จะละคลายได้ สภาพนั้นช่างเป็น "ความรู้สึกของฉัน" เสียเหลือเกิน

ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหาเวทัลลสูตร ข้อ ๔๙๖-๔๙๗ ท่านพระโกฏฐิตะ ถามท่านพระสารีบุตรว่า

ก. "ปัญญามีอะไรเป็นประโยชน์"

สา. "ปัญญามีความรู้ยิ่งเป็นประโยชน์ มีความกำหนดรู้เป็นประโยชน์ มีความละเป็นประโยชน์"

ก. "ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิมีเท่าไร"

สา. "ธรรม ๒ ประการคือ ความได้สดับแต่บุคคล ๑ ความทำในใจโดยแยบคาย ๑ เป็นปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ ธรรม ๒ ประการนี้แลเป็นปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ"

การฟังพระธรรมที่ถูกต้อง และการพิจารณาโดยแยบคายนั่นคือการพิจารณาธรรมที่ได้ฟังด้วยปัญญา จะต้อง "ศึกษา" สภาพธรรมต่างๆ ปัญญาจึงจะเจริญได้ ปัญญามีเพื่อ "ละ" ละความเห็นผิดและกิเลสอื่นๆ

วันก่อน ท่านทูตพม่าพูดกับดิฉันขณะที่ยืนอยู่ในงานเลี้ยงค๊อกเทลว่า "ถ้าคุณไม่เพียรพยายาม คุณก็จะไม่ถึงนิพพาน" เอาละเราอาจจะถือเอาคำแนะนำนี้ไปในทางที่ผิดหรือในทางที่ถูกก็ได้ อาจจะมีการยึดถือในความคิดที่ว่า "ฉันจะถึงนิพพาน" และถือว่ามีตัวตนที่เพียรพยายามไม่ว่าเราจะเพียรพยายามมากสักเพียงใดก็ตาม ก็อาจจะไม่เป็นปัจจัยให้ถึงนิพพาน ไม่มีประโยชน์อะไรนักที่จะคิดถึงนิพพานมากเกินไป แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงอบรมเจริญปัญญามานับพระชาติไม่ถ้วน ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม เราก็เอาคำแนะนำนี้มาใช้ในทางที่ถูกได้ นิพพานเป็นธรรมที่ดับกิเลส และเราควรระลึกว่าไม่ควรรั้งรอที่จะเจริญหนทางที่นำไปสู่นิพพาน ถ้าเราไม่เริ่มอบรมปัญญาเดี๋ยวนี้ ปัญญาก็จะไม่มีวันเจริญขึ้น ในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค กัสสปสังยุตต์ ข้อ ๔๖๙ ก็มีข้อความโดยนัยเดียวกัน เมื่อท่านพระสารีบุตรถามท่านพระมหากัสสปะว่า จริงเพียงใดที่ว่านิพพานไม่สามารถถึงได้โดย "ไม่มีความเพียรและไม่มีความสะดุ้งกลัว" ความเพียรในภาษาบาลีคือ อาตาปี ซึ่งเป็นคำที่ใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าใน "สติปัฏฐานสูตร" เมื่อกล่าวถึง "สัมปชาโน สติมา" ซึ่งหมายความว่า ด้วยความเข้าใจถูกและการระลึกรู้ ส่วนคำว่า "สะดุ้งกลัว" นั้น ภาษาบาลีเรียกว่า โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่ออกุศล ข้อความในพระสูตรมีว่า

ถ. อาวุโส ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมสะดุ้งกลัว โดยคิดว่า อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเกิดขึ้นจะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ย่อมสะดุ้งกลัวโดยคิดว่า อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อเรายังละไม่ได้ จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ย่อมสะดุ้งกลัวโดยคิดว่ากุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้นจะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ย่อมสะดุ้งกลัวโดยคิดว่ากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วแก่เราเมื่อดับไปแล้วไม่เกิดขึ้นอีกจะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์

อาวุโส ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว

อาวุโส ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความสะดุ้งกลัว

เป็นผู้ควรเพื่อความตรัสรู้ ควรเพื่อพระนิพพาน ควรเพื่อบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยมดังนี้ ฯ

ถ้าเราเข้าใจว่า "ความชั่ว" มักเกิดขึ้นเมื่อขาดความเพียรที่ถูกต้องซึ่งประกอบด้วยความสะดุ้งกลัว ก็จะทำให้รีบเร่งที่จะเจริญกุศลและยิ่งกว่าอื่นคือระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

สติอาจระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เราอาจไม่แน่ใจในสภาพที่รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา เมื่อสิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏ ก็จะต้องมีสภาพธรรมที่เห็น เราอาจจะเตือนตัวเองอย่างนี้ ขณะนั้นเป็นสภาพคิด แต่สภาพที่คิดก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งปัญญารู้ได้ ถ้าเราไม่เลือกสิ่งที่ระลึกรู้ และเพียงแต่ระลึกรู้สภาพธรรมใดก็ตามที่ปรากฏไปเรื่อยๆ ก็จะมีปัจจัยที่ทำให้ระลึกรู้ว่า การเห็นเป็นสภาพธรรมซึ่งรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา

คำถามที่มักจะถามกันบ่อยๆ ก็คือ จะระลึกรู้ชีวิตประจำวันได้อย่างไร ขณะที่ไม่ว่างและมัวยุ่งอยู่กับการงาน

เราอาจจะอยากมีสตินานๆ แต่ปัญญาจะต้องเจริญขึ้นเพื่อละตัวตน และละสภาพธรรมทั้งหมดจะดีกว่าถ้าไม่คิดมากเรื่องอยากมีสติหรือมีสตินานๆ ซึ่งมักจะเป็นการคิดด้วยความติดข้อง คุณสุจินต์กล่าวเสมอว่า ชีวิตประจำวันเป็นข้อทดสอบการเจริญปัญญา เราเข้าใจเรื่องการเจริญปัญญาด้วยปริยัติ และบัดนี้เราก็ต้องอบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวันด้วย ถ้าเหนื่อยหน่ายหรือเบื่อ ก็ต้องรู้ด้วยว่า เหนื่อยหรือเบื่อนั้นเป็นสภาพธรรม เราหนีไม่พ้นนามและรูปในชีวิต นามและรูปเกิดขึ้นตลอดเวลา

คุณถามดิฉันว่ามีประโยชน์พิเศษอะไรหรือที่ดิฉันเดินทางไปประเทศไทย และไปเยี่ยมเยียนคุณสุจินต์ ดิฉันมีโอกาสได้พบเพื่อนๆ และสนทนาธรรม และได้เห็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่ปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นประโยชน์ และบันดาลใจเป็นพิเศษที่ดิฉันเพิ่งกล่าวถึงเรื่องไม่ยอมเสียโอกาสเจริญปัญญาและกุศลอื่นๆ นั้น คุณสุจินต์ประพฤติปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา เราเรียนรู้จากคุณสุจินต์ที่จะไม่ดูหมิ่นกุศลใดๆ และทำกุศลนั้นๆ เป็นทางบรรเทาการติดข้องในตัวตน เพราะนั่นคือจุดหมายปลายทาง ชีวิตประจำวันของคุณสุจินต์ก็ธรรมดาๆ เช่น ซื้อของ เล่นเกมส์ต่อตัวอักษรกับพี่น้อง พาคุณพ่อออกไปรับประทานอาหารกลางวัน ดูแลคุณพ่อ ดูข่าวโทรทัศน์ตอนกลางคืน นี่ก็เป็นชีวิตประจำวันของคฤหัสถ์ส่วนมาก ปัญญาอบรมเจริญได้ทั้งนั้น ทุกขณะไม่ว่ากำลังทำอะไร ปัญญาอบรมได้และพิสูจน์ได้ด้วย เมื่อใครต้องการกำลังใจหรือมีปัญหา ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาทางโลก คุณสุจินต์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ และกล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ตามกาลที่สมควร การสนทนาธรรมนานๆ บางทีก็อาจจะเป็นปริยัติมากเกินไป ตัวอย่างการกระทำของคุณสุจินต์และคำพูดเกี่ยวกับธรรมบางคำก็มีประโยชน์มากกว่า แต่ในระหว่างหน้าที่นั้น คุณสุจินต์ก็มีเวลาอ่านพระไตรปิฎกและอรรถกถา และเช้าวันอาทิตย์ก็เตรียมเรื่องที่จะบรรยายสำหรับรายการทางวิทยุด้วย เราได้เรียนรู้จากคุณสุจินต์ว่าไม่ผัดหรือเลื่อนไปเมื่อมีโอกาสที่จะทำเดี๋ยวนั้น เช่น ศึกษาพระธรรมและระลึกรู้สภาพธรรม คุณสุจินต์กล่าวว่า "เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้หรือแม้แต่ขณะต่อไป" ถ้าเรารู้ว่าแต่ละขณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างต่างๆ กัน และทุกขณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากขณะก่อนๆ และขณะหลังก็จะทำให้เรารู้สึก รีบเร่งที่จะศึกษาสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้ยิ่งขึ้น

ดิฉันฟังเทปเก่าๆ จากศรีลังกาและได้ยินคุณสุจินต์พูดว่า

"สติแม้ขณะเดียวก็มีคุณค่ามากเหมือนกับเศษสตางค์ เมื่อเก็บสตางค์ไว้มากๆ เข้าก็เป็นเงินก้อนขึ้นมาได้ คนมักจะใจร้อนกันมาก เขาเพียงอยากจะบรรลุในชาตินี้เดี๋ยวนี้ แต่สภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนี้ล่ะ เขาอาจจะนั่งอยู่โดยไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้..."

เป็นความจริงที่ปัญญาเริ่มในขณะนี้ มิฉะนั้นแล้ว ปัญญาจะเจริญขึ้นได้อย่างไร เวลาเราดูโทรทัศน์ก็เป็นชีวิตประจำวันเหมือนกับพบปะผู้คนในชีวิตประจำวัน เราอาจคิดว่า "นี่ซูซี่ นี่ทาเดโอะ" และเราก็ควรระลึกรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เห็น พิสูจน์ความจริงนี้ได้ด้วยตนเอง พิจารณาสภาพธรรมขณะนั้นๆ แล้วจะค่อยๆ รู้ลักษณะที่แตกต่างกัน ถ้ายังรู้ลักษณะที่ต่างกันไม่ชัด ต่อไปก็จะชัดขึ้น ทั้งหมดนี้คือ "ศึกษา" ศึกษาสภาพธรรมต่างกับการศึกษาจากตำรา

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เราได้ยิน คำต่างๆ ไม่ได้ ขณะที่ "ได้ยิน" คำต่างๆ นั้นเป็นขณะที่เข้าใจความหมายของคำ ต่างกับขณะที่รู้เพียงเสียง แม้ความจริงนี้ก็จะต้องศึกษาแล้วศึกษาอีก คุณสุจินต์กล่าวบ่อยๆ ว่า เริ่มต้นอีก เริ่มต้นอีก จนกว่าจะรู้ชัด เพียงแต่อบรมให้เจริญขึ้น เราปล่อยโอกาสศึกษาให้ผ่านไปบ่อยเพียงใด การอ่านต่างกับการรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา เวลาอ่านเรามักจะเพลินไปกับเรื่องราว คิดมากมาย แต่ก็ต้องมีขณะเห็นซึ่งรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาด้วย นี่คือชีวิตประจำวัน คุณคงเห็นแล้วว่าเราต้องไปอีกแสนไกล กว่าจะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมต่างๆ ตามความเป็นจริง

ด้วยเมตตา

นีน่า วัน กอร์คอม