จดหมายจากนีน่า
จดหมายฉบับที่ ๙
จาการ์ตา
๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๖
เรียน คุณจารุพรรณ
ตอนที่ดิฉันมากรุงเทพ ฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ดิฉันดีใจที่ได้พบคุณและเพื่อนๆ ที่บ้านคุณสุจินต์และที่วัดด้วย ดิฉันอนุโมทนาที่พวกคุณช่วยคุณสุจินต์อธิบายธรรมให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์หนังสือ การถอดเทปที่คุณสุจินต์บรรยายทางวิทยุหรือการแปล เทปที่คุณศุกลบันทึกไว้เมื่อครั้งพวกคุณไปสนทนาธรรมที่อินเดีย มีประโยชน์กับหลายคนทีเดียว ดิฉันฟังบ่อยๆ คุณสุจินต์บอกดิฉันว่าคุณศุกลส่งเทปชุดนี้ไปให้พระภิกษุนัยน์ตาบอดรูปหนึ่งในกรุงเทพ ฯ แต่ท่านไม่ได้รับ แทนที่คุณศุกลจะเกิดความขุ่นใจ กลับดีใจเพราะคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่ได้เทปเหล่านี้ คุณศุกลได้ส่งอีกชุดหนึ่งไปให้พระภิกษุรูปนั้นอีก ท่านต้องการอนุโมทนา จึงจัดส่งนมสดให้ทุกคนที่มาฟังการบรรยายของคุณสุจินต์ในวันอาทิตย์ที่วัดบวร ฯ ดิฉันเผอิญอยู่ที่นั่นด้วยตอนที่แจกนมสดกัน และดิฉันก็ยินดีอนุโมทนาในความเมตตาและการนึกถึงผู้อื่นของพระภิกษุรูปนี้ สามีดิฉันวิจารณ์ว่า ฟังดูเหมือนเรื่องในพระสูตรตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เขาอนุโมทนาด้วยที่คุณศุกลแทนที่จะขุ่นใจเรื่องเทปหาย กลับคิดว่าผู้อื่นคงได้ประโยชน์ เมื่อมีการพิจารณาอย่างถูกต้องในสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้นกุศลก็เกิดแทนอกุศลจิตได้
คุณขอให้ดิฉันออกความเห็นเกี่ยวกับคำถามทางธรรมหลายข้อ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่เราถามกัน และดิฉันเห็นว่ามีประโยชน์ที่จะคิดถึงเรื่องคำตอบเหล่านี้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ดิฉันได้พิจารณาธรรม ดิฉันจะกล่าวซ้ำคำถามของคุณและออกความเห็น
คำถาม อะไรเป็นสภาพของความกลัว และเราสามารถเอาชนะมันได้อย่างไร ดิฉันกลัวความแก่ ความเจ็บและความตาย กลัวการเจ็บการตายของผู้ที่เป็นที่รัก ดิฉันกลัวหลายอย่าง กลัวการเกิดในทุคติ ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระโสดาบัน เราอาจจะเกิดใน ทุคติซึ่งเป็นภูมิที่ไม่มีโอกาสเจริญสติปัฏฐาน ความดีที่ทำไว้ในชาตินี้ไม่ได้เป็นเครื่องประกันเลยว่า เราจะเกิดในสุคติ กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ในชาติก่อนอาจส่งผลให้เกิดในทุคติก็ได้
คำตอบ ความกลัวที่เป็นอกุศลเป็นโทสะชนิดหนึ่ง เมื่อโทสะเกิดเราไม่ชอบสิ่งที่เราประสบอยู่ขณะนั้น โทสะมีหลายอย่าง อาจเป็นความขุ่นใจเล็กน้อยหรือความเกลียดชัง หรืออาจจะมาในรูปของความกลัว เมื่อเรากลัวเราก็ถอยจากสิ่งนั้นและอยากหนีให้พ้นสิ่งนั้น หรือเราอาจคิดวิตกกังวลและกลัวเหตุการณ์ร้ายๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ความแก่ ความเจ็บ และความตาย หรือการเกิดในทุคติ
ความกลัวเกิดขึ้นตราบที่ยังมีเหตุปัจจัยให้เกิด เราขจัดความกลัวออกไปทันทีไม่ได้ พระอนาคามีเท่านั้นที่ดับความกลัวได้เป็นสมุจเฉท การอบรมเจริญปัญญาเป็นหนทางเดียวที่จะดับความกลัวได้ เมื่อเกิดกลัวขึ้นมา ก็ควรรู้ตามจริงว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน ความกลัวเกิดจากความไม่รู้และการยึดมั่น เรายึดมั่นสิ่งที่น่าเพลิดเพลินทั้งปวงและกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ในอังคุตตรนิกาย ฉกกนิบาต ภยสูตร มีชื่อต่างๆ ที่ใช้เรียกกามฉันทะเพื่อแสดงอันตรายของกามฉันทะ และหนึ่งในชื่อนั้นก็คือ ภัย ข้อความมีว่า...
คำว่าภัยนี้จึงเป็นชื่อของกาม เพราะสัตว์โลกผู้ยินดีด้วยความกำหนัดในกาม ถูกความกำหนัดเพราะความชอบพอเกี่ยวกันไว้ จึงไม่พ้นจากภัย แม้ที่มีในปัจจุบัน ไม่พ้นจากภัยแม้ในสัมปรายภพ ฉะนั้น คำว่าภัยนี้ จึงเป็นชื่อของกาม
ในการอบรมเจริญปัญญานั้นสติควรระลึกรู้สภาพธรรมใดๆ ก็ได้ที่ปรากฏ ไม่ควรเลือกเฉพาะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เมื่อความกลัวปรากฏ ความกลัวก็เป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้
เราอาจจะเข้าในปริยัติที่ว่า เราไม่สามารถบังคับบัญชาให้สภาพธรรมใดเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้นเราก็ไม่สามารถบังคับบัญชา ปฏิสนธิของชาติหน้าได้ ถึงอย่างไรก็ตาม เราก็อาจจะยังกังวลกลัวการเกิดชาติหน้า นั่นเป็นความรัก "ตัวตน" ซึ่งทำให้กลัวเกิดขึ้น เรากังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ "ตัวตน" หลังจากที่เราตายแล้วและเรากลัวว่า "ตัวตน" นี้จะไม่ได้เจริญปัญญาไพบูลย์ในชาติหน้า พระโสดาบันไม่กังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวตน เพราะท่านดับความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนแล้ว นอกจากนั้นท่านยังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดใน อบายภูมิอีก ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระโสดาบัน ก็ยังยึดมั่นในตัวตนและมีเหตุปัจจัยให้เกิดในอบายภูมิได้
เป็นที่เข้าใจว่าเรากังวลว่าจะไม่ได้เจริญปัญญาในภพหน้า อย่างไรก็ตามเราควรจำไว้ว่าขณะที่สติเกิดขณะหนึ่งๆ นั้นไม่หายไปไหน สติที่เกิดขึ้นขณะหนึ่งนั้นเป็นปัจจัยให้สติขณะต่อไปเกิดขึ้นอีก สติที่เกิดขณะนี้ก็เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยจากการฟังพระธรรม และพิจารณาธรรมในอดีตแม้จะในชาติก่อนๆ แม้กระนั้นสติซึ่งเกิดเดี๋ยวนี้ ถึงแม้ว่าจะดับไปแล้วก็เป็นปัจจัยให้สติเกิดอีกในอนาคต เพราะว่าได้สะสมไว้ ถึงแม้ชาติหน้าจะเกิดในอบายภูมิ ไม่มีโอกาสเจริญปัญญา ก็ยังมีชาติต่อๆ ไปที่เกิดในภพภูมิอื่นซึ่งสามารถเจริญปัญญาต่อไปได้ แม้พระโพธิสัตว์ก็ยังเคยเกิดในนรก แต่หลังจากนั้นพระองค์ก็เกิดในมนุษย์ภูมิซึ่งเป็นภูมิที่เจริญสติปัฏฐานต่อไปได้
ความกลัวเป็นอกุศลซึ่งเป็นลักษณะของโทสะประเภทหนึ่งมีผลร้ายต่อจิตใจและร่างกาย อย่างไรก็ตามความเกรงกลัวที่เป็นกุศลก็มี คือความเกรงกลัวอกุศลและผลของอกุศล ความเกรงกลัวนี้ต่างกับโทสะ กุศลจิตทุกดวงมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยคือ หิริ ความละอายต่ออกุศลและ โอตตัปปะความเกรงกลัวต่อการถูกติเตียนต่อผลของบาปอกุศล เมื่อเจตสิกสองประเภทนี้ทำกิจของตนๆ อกุศลจิตก็เกิดไม่ได้ ความกลัวที่เป็นกุศล กลัวภัยของการเวียนว่ายตายเกิด จะกระตุ้นให้เราพากเพียรเจริญปัญญาจนกระทั่งดับกิเลสทั้งปวงได้ จึงไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ได้ทรงอบรมเจริญสติปัฏฐานด้วยความอดทนและความเพียร เพื่อบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เพื่อทรงสามารถแสดงธรรมอนุเคราะห์สัตว์โลกให้เข้าใจทางปฏิบัติที่ดับภพชาติ ในมูคปักขชาดก ข้อ ๕๓๘ มีเรื่องประทับใจในวีรกรรมของพระโพธิสัตว์ผู้ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ในการเจริญปัญญา เพราะท่านมีความกลัวที่เป็นกุศล กลัวการเกิดในนรก ท่านต้องอดทนความลำบากยากแค้นอย่างสาหัส แต่ท่านก็สำรวมได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอและไม่เคยแสดงความบกพร่องเลย เมื่อเราอยู่ในสภาพลำบาก เรามีความเพียรที่จะอบรมเจริญปัญญาไหม มีสติระลึกรู้สภาพธรรมใดที่กำลังปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งใน ๖ ทวารได้ไหม เราอาจจะรู้สึกว่ายากที่จะเจริญปัญญาเมื่อกำลังยุ่งมากหรือเมื่ออยู่กับคนอื่นๆ เราอาจถือเหตุการณ์นั้นๆ เป็นข้อทดสอบหรือข้อสอบที่เราจะต้องไปสอบให้ผ่าน ถ้าสอบตกเราก็ต้องเริ่มต้นอีก เริ่มต้นอีก มูคปักขชาดก เตือนใจเราไม่ให้ละทิ้งการอบรมเจริญปัญญา ถ้าเรารู้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดเป็นโทษภัย ก็จะมีความกลัวที่เป็นกุศลซึ่งจะกระตุ้นเราให้มีสติเดี๋ยวนี้
ในขุททกนิกาย มหานิบาต (มูคปักขชาดก) ข้อ ๓๙๔-๔๔๑ พระโพธิสัตว์ปฏิสนธิเป็นราชโอรสของพระเจ้ากาสี ทรงได้รับการขนานพระนามว่า เตมียกุมาร พระองค์ทรงระลึกชาติได้ว่า เมื่อครั้งพระองค์เป็นพระราชาได้ทรงตัดสินลงโทษประหารชีวิต ผลของอกุศลกรรมนั้นทำให้ต้องหมกไหม้ในนรก หลังจากนั้นก็ปฏิสนธิเป็น เตมียกุมาร เมื่อทรงระลึกชาติก่อนๆ ได้ พระองค์จึงตัดสินพระทัยไม่เสวยราชสมบัติสืบต่อพระราชบิดา ทรงแสร้งทำเป็นคนง่อยเปลี้ย หูหนวกและเป็นใบ้ ทารกกุมาร ๕๐๐ คนเกิดแต่พระสนมของพระราชาเป็นบริวารของท่าน เมื่อทารกเหล่านั้นร้องหิวนมท่านก็ไม่ร้อง เพราะใคร่ครวญแล้วว่าสิ้นชีวิตไปเพราะความกระหายดีกว่าเสวยราชสมบัติเป็นพระราชา และเสี่ยงต่อการเกิดในนรก เพื่อทดลองพระองค์ พระราชาจึงให้นางนมถวายน้ำนมหลังเวลาอันควรหรือไม่ถวายเลย แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่ทรงกันแสง นางนมทดลองอยู่ ๑ ปีแต่ก็ไม่พบความบกพร่องของพระโพธิสัตว์ เพื่อทดลองพระองค์ พระราชาทรงโปรดให้แจกขนมและของเคี้ยวแก่กุมารอื่นๆ ซึ่งทะเลาะและตีกัน พระโพธิสัตว์ไม่ทอดพระเนตรขนมและของอร่อยเหล่านั้น ท่านทรงโอวาทตนเองว่า "แน่ พ่อ เตมียกุมาร ถ้าเจ้าประสงค์นรก ก็จงประสงค์ขนมและของเคี้ยว" ผู้คนพากันทดลองพระองค์ต่อไปอีกหลายวิธี แต่พระองค์ก็ยังคงอดทนและสำรวม ระลึกถึงภัยที่จะเกิดในทุคติ ผู้คนพยายามทำให้ท่านตกพระทัยโดยใช้ช้างดุและงูพิษแต่ก็ไม่สำเร็จ พวกนั้นล่อด้วยของเจริญใจมีการแสดงมหรสพและฟ้อนรำซึ่งเด็กอื่นๆ ตะโกนร้อง "ดีๆ" หัวเราะ เฮฮา แต่พระเตมีย์ทรงนิ่งเฉย มิได้ทอดพระเนตรดูเลย ทรงพิจารณาภัยในนรกว่า ความรื่นเริงหรือโสมนัสไม่มีแม้ชั่วขณะหนึ่ง เพื่อทดสอบว่าพระองค์ทรงหูหนวกหรือไม่ พวกเขาก็เป่าสังข์เสียงดัง แต่ตลอดทั้งวัน ก็ไม่สามารถเห็นวิการแห่งพระหัตถ์ พระบาท หรือเพียงกระดิกไหว หรือแม้แต่สะดุ้งตกใจ พวกเขาเอาน้ำอ้อยมาทาทั่วพระสรีระแล้วให้บรรทมในที่มีแมลงวันตอมกินน้ำอ้อย แต่พระองค์ก็ยังทรงนิ่งและไม่หวั่นไหว เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา หมู่อำมาตย์และพราหมณ์ก็พากันทดลองพระกุมารให้อภิรมย์ ด้วยนางสนมนักฟ้อนรำซึ่งมีรูปทรงอันงาม ดังข้อความว่า "พระโพธิสัตว์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพระปรีชา พระองค์จึงมิได้ทอดพระเนตรดูหญิงเหล่านั้น ทรงอธิษฐานว่า หญิงเหล่านี้อย่าได้ถูกต้องสรีระของเรา แล้วทรงกลั้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ครั้งนั้น พระสรีระของพระโพธิสัตว์แข็งกระด้าง"
พระโพธิสัตว์ทรงทอดพระเนตรหญิงงามเหล่านั้นด้วยพระสติและพระปัญญาอย่างยิ่ง ขณะที่พระองค์ทรงนิ่งเฉย ระหว่างการทดลองนั้นพระองค์ก็ไม่ได้ทรงละเลย แต่ทรงมีสติ พระองค์ต้องทรงเจริญสติปัฏฐานด้วยความพากเพียร ทรงระลึกรู้สภาพธรรมต่างๆ ที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทรงอยู่ในสถานการณ์ใดเพื่อที่จะบรรลุพระโพธิญาณ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กล่าวข้อความนี้ในชาดกตลอดเวลา แต่ก็รวมข้อความนี้ไว้ด้วย
ในที่สุดมีผู้แนะนำพระราชาให้ฝังพระเตมีย์ทั้งเป็น ขณะที่นายสารถีกำลังขุดหลุมฝังพระโพธสัตว์อยู่นั้น ท้าวสักกะได้ประทานเครื่องประดับจากสวรรค์แก่พระองค์ พระองค์ตรัสกับนายสารถีว่า พระองค์ไม่ง่อยเปลี้ย หูไม่หนวก และไม่ใบ้ พระองค์เสด็จออกบรรพชา และทรงสั่งสอนพระราชบิดาและพระราชมารดาเรื่องความไม่แน่นอนว่า
"สัตว์โลกถูกความตายครอบงำไว้ ถูกความแก่ห้อมล้อมไว้ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์คือ คืนวันเป็นไปอยู่ มหาบพิตรจงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร เมื่อด้ายที่เขากำลังทอ ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่จะต้องทอก็ยังเหลืออยู่น้อยเท่านั้น แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น แม่น้ำที่เต็มฝั่ง ย่อมไม่ไหลไปสู่ที่สูงฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลายย่อมไม่กลับไปสู่ความเป็นเด็กอีกฉันนั้น แม่น้ำที่เต็มฝั่งย่อมพัดพาเอาต้นไม้ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไปฉันใด สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น"
พระองค์ทรงอธิบายให้พระราชบิดาและพระราชมารดาฟังว่า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ราชอาณาจักรและตรัสว่า ราชสมบัติ ความเป็นหนุ่ม พระชายา โอรส และความรื่นรมย์อื่นๆ ไม่ยั่งยืน พระองค์ตรัสว่า
"ควรรีบทำความเพียรในวันนี้ทีเดียว ใครเล่าจะพึงรู้ว่าตายพรุ่งนี้"
เพราะความผัดผ่อนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้นไม่มีเลย
พระดำรัสนี้เตือนเราไม่ให้ผัดผ่อนการเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมใดๆ ที่กำลังปรากฏ พระโพธิสัตว์ไม่ทรงหวั่นไหวในพระปณิธานที่จะอบรมเจริญปัญญา แม้ในขณะที่พระองค์ถูกทดลองอย่างหนัก พระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงพระทัยจากการเจริญปัญญา เรามีความตั้งใจจริงอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า หรือเราลืมไปเสียแล้วว่า สิ่งที่มีค่าจริงๆ ในชีวิตเราคืออะไร ปัญญามีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ หรือคำสรรเสริญใดๆ ทั้งสิ้น
หลังจากที่ดิฉันเขียนเรื่องของพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ ดิฉันก็ได้มีโอกาสฝึกความอดทนและความเพียรในการเจริญสติ ระลึกรู้ เย็นวันนั้นเอง ดิฉันและสามีต้องไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมโรตารีอย่างเป็นทางการ สามีดิฉันถูกจัดให้นั่งหัวโต๊ะ แต่ดิฉันถูกแยกให้นั่งที่อื่นทางด้านข้างในหมู่ผู้คนที่ดิฉันไม่ค่อยจะรู้จักดีนัก มีบางขณะที่ดิฉันไม่พอใจแต่ก็จำคำพูดของคุณสุจินต์ได้ว่า เป็น "คนที่ไม่สำคัญ" ดีกว่า "เป็นคนสำคัญ" เราชอบเป็น "คนสำคัญ" แต่ความจริงไม่มีสัตว์ บุคคล มีแต่นามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย การที่จะรู้ความจริงนี้ได้จริงๆ นั้นก็ต้องเพียรเจริญปัญญา รู้สี เสียง และสภาพธรรมอื่นๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เราต้องคอยอาหารนานเพราะมีผู้กล่าวสุนทรพจน์หลายคน ดิฉันจำเรื่องพระโพธิสัตว์เมื่อทรงเป็นพระเตมีย์ว่า ทรงอดทนและมีสติในทุกสถานการณ์ เพราะพระองค์เล็งเห็นอันตรายของการเกิดในนรก จึงไม่ทรงละเลยการอบรมเจริญปัญญา พระองค์ทรงรำพึงครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อถูกทรมานว่า "ความทรมานใดก็ไม่เท่ากับความทรมานในนรก" ดิฉันเกิดโทสะบางขณะ แต่ก็จำคำสนทนาเรื่องความไม่พอใจที่พูดกับคุณสุจินต์ตอนอยู่ที่อินเดียได้ ซึ่งดิฉันได้ฟังจากเทป คุณพูดถึงโทมนัสเพราะคุณระลึกรู้แต่แข็งและอ่อน ไม่ระลึกรู้สีหรือเห็น คุณสุจินต์กล่าวว่าการคิดด้วยโทสะก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ไม่ใช่ตัวตน โทสะก็เป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้ว่าไม่ใช่ตัวตน เราควรเจริญปัญญาต่อไปรู้สภาพทุกอย่างที่ปรากฏ และไม่เว้นสภาพธรรมที่ไม่น่าพอใจ ในที่สุดก็ถึงเวลารับประทานอาหารค่ำวันนั้น ดิฉันติดในรสแต่แม้รสก็เป็นสภาพธรรมที่สติระลึกรู้ได้ ถึงแม้จะยังรู้ไม่ชัด แต่หลังจากที่สติเกิดแล้วบ้าง เราก็เริ่มต้นอีก เริ่มใหม่อีก เพื่อให้ปัญญาเจริญขึ้น
ถึงแม้คืนนั้นไม่สนุกหรือไม่น่าสนใจ แต่ขณะใดที่สติเกิดไม่เสียเวลาเปล่า มีพิธีการหลายอย่าง เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการ ใหม่ การแลกเปลี่ยนธงกับผู้มาเยือนจากสโมสรโรตารีอื่นๆ ดิฉันสังเกตเห็นผู้คนให้ความสำคัญกับพิธีเหล่านี้เหลือเกิน แต่เราทุกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเราหรอกหรือ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนอื่นพูดหรือทำกับเรา กับความชอบไม่ชอบของเรา ตราบใดที่เรายังไม่เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงว่าเป็นเพียงนามและรูป เราก็จะคิดว่าตัวเราสำคัญมาก และเราจะกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ "ตัวเรา" มูคปักขชาดกเตือนให้เรารู้ว่า ไม่ควรเห็นว่าอะไรอื่นสำคัญกว่าการอบรมเจริญปัญญา เมื่อเราพิจารณาเห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แทนที่จะมีความกลัวที่เป็นอกุศล ก็มีความกลัวที่เป็นกุศลที่น้อมให้เราระลึกรู้เดี๋ยวนี้
คราวหน้าดิฉันจะออกความเห็นเรื่องคำถามอื่นๆ ของคุณ
ด้วยความเมตตา
นีน่า วัน กอร์คอม