ชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดจากอะไร ชีวิตจะสิ้นสุดลงอย่างไร และเมื่อใดนั้นเป็นปัญหาที่เรามักจะขบคิดอยู่เสมอ ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกล ชีวิตคือนามธรรมและรูปธรรมในขณะนี้ ขณะที่กำลังเห็นอยู่นี้มิใช่ชีวิตหรือ? โลภะ โทสะ และโมหะ ที่เกิดเนื่องมาจากสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ชีวิตหรือ? การคิดนึกถึงสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส มิใช่ชีวิตหรือ?
เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ นี้ กิเลสย่อมเกิดเนื่องมาจากอารมณ์เหล่านั้น นี่คือชีวิตในขณะนี้ แต่ก็ได้มีชีวิตมาแล้วในอดีต และจะมีชีวิตต่อไปในอนาคตด้วย นอกจากว่าจะหมดกิเลสแล้วเท่านั้น
ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร มีเบื้องต้นของภพชาติมากมายเหล่านี้หรือไม่ เราย้อนกลับไปหาอดีตไม่ได้ ถ้าเราใคร่จะรู้ว่าชาติก่อนๆ ของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราก็ควรจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติในขณะนี้ ขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส และคิดนึกอยู่นี้มีอวิชชาบ้างไหม ขณะนี้มีความยึดมั่นในนามธรรมและรูปธรรมบ้างไหม ตราบใดที่ยังยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) และธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่รู้ทางใจ) อยู่ก็มีปัจจัยให้เกิดภพชาติต่อไปไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ภพ ชาติ จึงมีอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น
ในมัชฌิมนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนวิภังคสูตร มีข้อความว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักษุตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นรูป…..จักษุวิญญาณ…..จักษุสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นความเสวยอารมณ์เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยตามความจริง ย่อมกำหนัดในจักษุ กำหนัดในรูป กำหนัดในจักษุวิญญาณ กำหนัดในจักษุสัมผัส กำหนัดในความเสวยอารมณ์เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลนั้นกำหนัดนักแล้วประกอบพร้อมแล้ว ลุ่มหลง เล็งเห็นคุณอยู่ย่อมมีอุปทานขันธ์ ๕ ถึงความพอกพูนต่อไป และเขาจะมีตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่สหรคตด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ เจริญทั่ว จะมีความกระวนกระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริญทั่ว เขาย่อมเสวยทุกข์ทางกายบ้าง ทุกข์ทางใจบ้าง ฯ"
เราสงสัยกันว่า จะมีเบื้องต้นของสังสารวัฏฏบ้างหรือไม่ อวิชชาครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และเกิดเมื่อใด พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงแสดงเรื่องเบื้องต้นของสังสารวัฏฏ์ เพราะไม่ใช่ทางดำเนินไปสู่ธรรมที่ดับกิเลส ขณะนี้มีอวิชชา นี่เป็นความจริง อวิชชาในขณะนี้เกิดมาจากอวิชชาในอดีต ถ้าอวิชชายังไม่ดับหมดสิ้น ก็จะยังมีอวิชชาสืบต่อไปในอนาคตไม่สิ้นสุด ชีวิตประดุจวงล้อรถที่หมุนไปอันหาเบื้องต้นไม่ได้ เราไม่รู้ว่าเรามาจากภพไหน และจะไปสู่ภพไหน ชีวิตสั้นเหลือเกิน ประดุจความฝัน เราเกิดมามีอุปนิสัยต่างกัน และมีกิเลสสะสมมากมาย เราย้อนกลับไปดูในอดีตไม่ได้ว่า เราสะสมกิเลสมาอย่างไรบ้าง บุคคลในอดีตก็มีกิเลสเหมือนกัน บางท่านก็ระลึกอดีตชาติได้ และรู้ว่าได้สะสมกิเลสมาต่างๆ กันอย่างไร ในขุททกนิกาย จัตตาฬีสนิบาต อิสิทาสีเถรีคาถา มีข้อความเรื่องชีวิตของพระอิสิทาสีภิกษุณี ผู้ไม่เป็นที่รักของสามี ท่านมีสามีมาแล้วหลายครั้ง แต่ภายหลังท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีและได้บรรลุอรหัตต์ ท่านระลึกอดีตชาติได้ และรู้เหตุที่ทำให้ต้องได้รับความทุกข์อันใหญ่หลวงนั้นว่า ในอดีตชาติท่านประพฤติผิดในกาม อกุศลกรรมนั้นทำให้เกิดในนรกตลอดกาลนาน และเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานสามชาติ หลังจากนั้นก็ได้เกิดเป็นมนุษย์สามชาติ และได้รับทุกข์อันใหญ่หลวงในชาติที่เป็นมนุษย์ด้วยจนกระทั่งได้บรรลุอรหัตต์
ชีวิตคือ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย ความทุกข์โศกที่ทุกคนประสบในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิดทุกข์นั้นๆ ในขุททกนิกาย ฉักกนิกาย ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา มีข้อความเรื่องหญิงทั้งหลายที่โศกเศร้าเพราะสูญเสียบุตร หญิงเหล่านั้นได้ไปหาปฏาจาราภิกษุณี ซึ่งท่านเองก็ได้สูญเสีย สามี บุตรสองคน มารดา บิดา และพี่ชายในวันเดียวกัน ท่านเสียสติไปเพราะความโทมนัสอย่างใหญ่หลวง แต่ก็กลับได้สติบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันน์ และภายหลังก็ได้บรรลุอรหัตต์ ปฏาจาราภิกษุณีแสดงธรรมปลอบโยนหญิงผู้เศร้าโศกเหล่านั้นว่า
"ท่านไม่รู้ทางของผู้ใดซึ่งมาแล้ว
หรือไปแล้ว
แต่ท่านก็ยังร้องไห้ถึงคนนั้นซึ่งมาจากไหนว่า
บุตรของเรา บุตรของเรา
ถึงท่านจะรู้จักทางของเขาผู้มาแล้ว
หรือไปแล้ว
ก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาเลย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา
เมื่อเขามาจากปรโลก ใครๆ ไม่ได้อ้อนวอนเลย เขาก็มาแล้ว เมื่อเขาจะไปจากมนุษย์โลก ใครๆ ก็ไม่ได้อนุญาตให้ไป
เขามาจากไหนก็ไม่รู้
พักอยู่ที่นี้ชั่วระยะเล็กน้อย แล้วไป ก็ดี
มาจากที่นี้สู่ที่อื่น ไปจากที่นั้นสู่ที่อื่น ก็ดี
เขาละไปแล้วจากรูปมนุษย์ จักท่องเที่ยวไป
มาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น การร่ำไห้ในการไปของสัตว์นั้นจะเป็นประโยชน์อะไร"
เราไม่รู้ว่าใครมาจากภูมิไหนและจะไปสู่ภูมิไหน ภพชาติในอดีตนั้นไม่อาจประมาณได้ ฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจว่าในอดีตอนันตรชาตินั้น บุคคลทั้งหลายย่อมเคยสัมพันธ์กันมาแล้วในฐานะต่างๆ ใน ฐานะ มารดา บิดา พี่ น้อง บุตร หลาน เราอยากจะวนเวียนไปในสังสารวัฎฎ์ต่อไปอีกหรือ? ในขุททกนิกาย ฉักกนิบาต มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้บรรลุธรรมะที่ดับกิเลสแล้ว กล่าวว่า
"…….หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว
เผาตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว
ได้เจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แล้ว
ได้บรรลุนิโรธแล้ว
ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบิดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ชาย เป็นน้องชาย
เป็นปู่ย่าตายายกันในชาติก่อน
หม่อมฉันไม่รู้ตามเป็นจริง
ไม่ประสบอริยสัจจ์ ๔
จึงได้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
ก็หม่อมฉันได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว
อัตตภาพนี้มีในที่สุด
ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว
บัดนี้ภพใหม่มิได้มี…."
สิ่งที่เกิดขึ้นในชาตินี้มีปัจจัยในอดีต อุปนิสัยที่มีอยู่ในชาตินี้ก็ย่อมเคยเป็นมาแล้วในอดีตด้วย กรรมใดๆ ที่กระทำในขณะนี้ก็อาจจะเคยทำมาแล้วในอดีตด้วย ในพระไตรปิฎก มีข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสถึงการกระทำของพระองค์เอง และของคนอื่นๆ ว่าได้เคยกระทำคล้ายอย่างนั้นมาแล้วในอดีต เราระลึกอดีตชาติไม่ได้แต่ก็รู้ว่าได้สะสมกิเลสมาแล้วในอดีตกาลนาน
คำว่า "กิเลส" นั้นจะไม่แรงไปหรือ? บางคนอาจจะคิดว่าเขามีจิตผ่องแผ้ว นอกจากจะมัวหมองไปบ้างเพราะอกุศล และข้อบกพร่องบางประการ คำว่า "defilement" แปลจากคำว่า "กิเลส" ในภาษาบาลี กิเลสเป็นธรรมที่เศร้าหมองไม่บริสุทธิ์ เมื่อรู้จักกิเลสของเราเองมากขึ้น ก็จะเห็นความน่ารังเกียจของกิเลสและความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส จะเห็นโทษภัยของกิเลสและจะรู้ว่ากิเลสนั้นหนาแน่น เหนียวแน่นและละคลายได้ยากเพียงใด
ชีวิตของเราเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ บางคนก็ไม่เห็นว่าความทุกข์จะลดน้อยลงเมื่อกิเลสลดคลายลง เรามีความมุ่งหวังในชีวิตต่างๆ กัน เราปรารถนาความสุขกันทุกคน แต่ต่างก็มีทัศนะในเรื่องความสุขและทางที่จะได้รับความสุขต่างกัน แม้ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพานและในสมัยนี้ ก็มีทั้งคนเขลาและบัณฑิต คนเขลาคิดว่าการเพลิดเพลินยินดีในบุคคล และวัตถุทั้งหลายนั้นเป็นการดี คนเขลากล่าวว่า ถ้าไม่มีโลภะก็ไม่มีชีวิตชีวา เพราะอวิชชาที่มีอยู่จึงปิดบังไม่ให้เห็นเหตุและผลในชีวิต ขณะใดที่ประสบกับอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจก็ไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงวิบาก (ผลของกรรม) ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที และเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่พอใจก็โทษผู้อื่น ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ตัวเอง เป็นเพราะอกุศลกรรมที่ตนเองเป็นผู้กระทำ คนที่เป็นทุกข์เพราะความกลัดกลุ้มกังวลใจ และทุกข์ในเรื่องชีวิตประจำวัน ก็พยายามหาทางหนีให้พ้นจากชีวิตประจำวันด้วยวิธีต่างๆ บางคนก็ไปดูหนังแก้กลุ้ม บางคนก็ดื่มเหล้าหรือเสพย์ยาเสพย์ติด เพื่อให้อยู่เสียอีกโลกหนึ่ง หรือให้รู้สึกเหมือนกับเป็นคนอื่น คนที่หนีความจริงจะไม่รู้จักตัวเอง และจะมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ต่อไป
ทั้งในสมัยก่อนและสมัยนี้ ก็มีคนที่ไม่ยอมรับพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค หรือมิฉะนั้นก็เข้าใจผิดไป เขาไม่เห็นว่าชีวิตมีอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัย และไม่เห็นทางที่นำไปสู่การดับกิเลส คนที่เห็นว่ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ใคร่จะลดคลายกิเลสลง เขาฟังธรรม เจริญทาน ศีล และภาวนา แต่ก็มีน้อยคนที่มีอุปนิสัยในการเจริญอบรมปัญญาทุกวัน เพื่อละคลายกิเลส คนเหล่านั้นเป็นบัณฑิต
ในขุททกนิกาย เถร - เถรีคาถา มีเรื่องบุคคลในครั้งพุทธกาลที่มีอุปสรรคในชีวิตเหมือนๆ กัน และก็เหมือนกับความวิตกกังวลของคนในสมัยนี้ด้วย ท่านเหล่านั้นมีกิเลสมาก แต่ก็ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทด้วยการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ก็เมื่อท่านเหล่านั้นสามารถปฎิบัติได้ ทำไมเราจึงจะปฎิบัติไม่ได้เล่า ?
บุคคลผู้เป็นบัณฑิตรู้ว่าชีวิตไม่ยั่งยืน ฉะนั้นจึงควรรีบเร่งเจริญธรรมที่เป็นทางดับกิเลส เรามักจะรั้งรอการปฎิบัติธรรม ในขุททกนิกาย ติกนิบาต เถรคาถา มาตังคปุตตเถรคาถา มีข้อความว่า
"ขณะทั้งหลายย่อมล่วงพ้น
บุคคลผู้สละการงาน
โดยอ้างเลศว่า เวลานี้หนาวนัก ร้อนนัก สายนัก
ก็ผู้ใดเมื่อทำกิจของลูกผู้ชาย
ไม่สำคัญความหนาวและร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า
ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข….."
เราคิดบ้างไหมว่า หนาวนัก ร้อนนัก สายนัก เจริญสติปัฎฐานไม่ได้ ? ดูคล้ายกับว่าเราอยากจะทำอย่างอื่นอยู่เสมอ นอกจากการเจริญสติรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฎ สิ่งที่เรามุ่งหวังที่สุดในชีวิตนั้น เป็นการเพลิดเพลินไปในอารมณ์ที่ปรากฎ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายหรือ ? หรือว่าทรัพย์สมบัติ ความสุขสำราญทางกาย ญาติพี่น้อง และมิตรสหาย ? เราลืมว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืน ลืมว่าทันทีที่เกิดมานั้นก็แก่พอที่จะตายได้แล้ว ผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้นเห็นความไม่เที่ยงของสังขารธรรมทั้งหลาย ในขุททกนิกาย ทุกนิบาต วีตโสกเถรคาถา ท่านวีตโสกเถระส่องกระจกในขณะที่ช่างกัลบกตัดผมของท่าน และบรรลุอรหัตต์ในขณะนั้น ท่านกล่าวคาถาว่า
"ช่างกัลบกเข้ามาหาเราด้วยคิดว่า จักตัดผมของเรา
เราจึงรับเอากระจกจากช่างกัลบกนั้นมา
ส่องดูร่างกาย
ร่างกายของเรานี้ได้ปรากฎเป็นของเปล่า
ความมืดคืออวิชชาในกาย อันเป็นต้นเหตุแห่งความมืดมน
ได้หายหมดสิ้นไป
กิเลสดุจผ้าขี้ริ้วทั้งปวงเราตัดขาดแล้ว
บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ฯ"
การส่องกระจกก็รู้แจ้งความจริงได้ ! ทำให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงได้ ฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ในขณะที่กระทำกิจการงานตามปรกติในชีวิตประจำวันนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ เจริญสติปัฎฐานได้ เราอาจจะคิดว่างานประจำวันทำให้เจริญสติปัฎฐานไม่ได้ แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็มีนาม รูป ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งนั้น ถึงแม้ในขณะที่ทำอาหารก็เจริญวิปัสสนาและรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ในขุททกนิกาย เอกนิบาต เถรีคาถา หญิงผู้หนึ่งกำลังทำอาหารอยู่ในครัว อาหารไหม้ทันใดนั้นก็ประจักษ์ความไม่เที่ยงของสังขารธรรม และรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอนาคามีบุคคลในขณะนั้นและ ณ ที่นั้นเองท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุณี และต่อมาก็ได้บรรลุอรหันต์ ท่านได้ประกาศการบรรลุธรรมของท่านด้วยข้อความว่า
"ดูกรพระเถรี ท่านจงทำไตรจีวรด้วยท่อนผ้า
แล้วนุ่งห่มให้สบายเถิด
เพราะว่าราคะของท่านสงบระงับแล้ว
ดุจน้ำผักดองอันแห้งในหม้อ ฉะนั้น ฯ"
เราอาจจะคิดว่าเราเจริญสติปัฎฐานไม่ได้ เพราะจิตใจกระวนกระวายไม่สงบ การศึกษารู้ว่า บุคคลในครั้งพุทธกาลก็เป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะกิเลสครอบงำ แต่ก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้นั้น จะทำให้เราไม่ท้อถอย ในขุททกนิกาย ปัญจกนิบาตอัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา ภิกษุณีท่านหนึ่งเป็นผู้มีจิตชุ่มด้วยกามราคะ ได้ฟังธรรมจากพระธัมมทินนาภิกษุณี ทำให้แจ้งอภิญญา ๖ แล้ว บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ท่านกล่าวคาถาว่า
"ตั้งแต่เราบวชมาตลอด ๒๕ ปี
ยังไม่ประสบความสงบจิต
แม้ชั่วเวลาลัดนิ้วมือหนึ่งเลย
เราไม่ได้ความสงบจิต
มีจิตชุ่มแล้วด้วยกามราคะ
ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญ
เดินเข้าไปสู่วิหาร……
………….แม้ฤทธิ์
เราก็ทำให้แจ้งแล้ว
เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว
ทำให้แจ้งอภิญญา ๖ แล้ว
ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วฯ"
บุคคลที่ความวิตกกังวลกลุ้มรุมจิตใจ มากถึงขั้นที่ต้องการหนีให้พ้นสภาพเช่นนั้น อาจจะถึงกับคิดฆ่าตัวตายก็ได้ บุคคลในครั้งพุทธกาลก็ไม่ต่างกับบุคคลสมัยนี้ แต่ว่าแม้บุคคลที่สูญสิ้นความหวังหมดทุกอย่างแล้ว ก็ยังมีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ ความเศร้าโศก และความกังวลได้ ในขุททกนิกาย ปัญจกนิบาต สีหาเถรีคาถา ภิกษุณีท่านหนึ่งกำลังจะฆ่าตัวตาย แต่ขณะนั้นญาณปัญญาก็ถึงความแก่กล้า และได้บรรลุอรหันต์ดังคาถาที่ท่านกล่าวว่า
"เมื่อก่อนเราเป็นผู้ถูกกามราคะเบียดเบียน
มีจิตฟุ้งซ่าน
จึงทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้
เพราะไม่มนสิการโดยอุบายอันแยบคาย
เป็นผู้อันกิเลสทั้งหลายกลุ้มรุมแล้ว
มีปกติเป็นไปตามความเข้าใจกามคุณว่าเป็นสุข
ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ
จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต
เราจึงเป็นผู้ผอมเหลือง มีผิวพรรณไม่ผ่องใสอยู่ตลอด ๗ ปี
เราเป็นผู้อันความทุกข์ครอบงำแล้ว
ไม่ได้ความสบายใจทั้งกลางวันกลางคืน
เพราะเหตุนั้น เราจึงถือเอาเชือก เข้าไปสู่ราวป่า
ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียในที่นี้
ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก
พอเราทำบ่วงให้มั่นคง ผูกที่กิ่งไม้แล้ว
สวมบ่วงที่คอ
ในทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายๆ "
เมื่อได้ศึกษารู้เรื่องของบุคคลในครั้งพุทธกาล ก็ทำให้รู้จักตัวเองและบุคคลอื่นๆ ในสมัยนี้ด้วย เรามีโลภะ โทสะ โมหะ ที่ได้สะสมมาแล้ว เราถูกกิเลสครอบงำ บางครั้งเราก็สงสัยว่าเราจะบรรลุอริยสัจธรรมได้หรือหนอ พระนิพพานนั้นดูเหมือนแสนไกล แต่ความจริงทุกขณะที่เจริญสัมมาสตินั้น ความเห็นผิดก็เบาบางลงไป ฉะนั้นในขณะนั้นนิพพานจึงอยู่ใกล้ ในขุททกนิกาย วีสตินิบาต มาลุงกยปุตตเถรคาถา ท่านพระมาลุงกยปุตตเถระได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาค และภายหลังก็ได้บรรลุอรหันต์ ดังข้อความว่า
"เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่า
เป็นนิมิตที่น่ารัก
สติก็ลุ่มหลง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรูปนั้นด้วย
เวทนามิใช่น้อย ซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น
อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือนร้อน
ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรูปอยู่อย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า
เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน
(เมื่อบุคคลได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ ก็โดยนัยเดียวกัน)
ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า
ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัด เสวยอารมณ์อยู่
ทั้งไม่ยึดมั่นรูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคี
ผู้พิจารณาเห็นรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น
หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่
ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นมีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น
ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น ……..
พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า นิพพานมีในที่ใกล้"
พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคสามารถเปลี่ยนอุปนิสัยของบุคคลได้ ถ้าผู้นั้นประพฤติตามทางที่พระองค์ทรงแสดงไว้ ในขุททกนิกาย ทุกนิบาต นันทเถรคาถา ท่านพระนันทเถระบรรลุอรหันต์แล้ว กล่าวคาถาว่า
"เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง
เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ
มีใจฟุ้งซ่านกลับกลอก
ถูกกามราคะเบียดเบียน
เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ
ตามที่พระพุทธเจ้าผู้ที่เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย
ได้ทรงสั่งสอนแนะนำ
แล้วถอนจิตอันจมลงในภพขึ้นได้"
บุคคลในครั้งพุทธกาลรู้ว่าควรเจริญสติปัฏฐานเป็นปรกติทุกวัน ในสุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย มหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรแก่ชาวกุรุ (เขตเดลฮีในปัจจุบัน) ที่เมืองกุรุ คนทุกชั้นเจริญสติปัฏฐาน แม้พวกทาสกรรมกร คนที่มิได้เจริญสติปัฏฐานก็ถูกตำหนิว่า เหมือนบุคคลที่ตายแล้ว ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐานก็เหมือนบุคคลที่ตายแล้ว เพราะจะต้องเวียนเกิดและตายต่อไป ในสังสารวัฏฏ์
บุคคลผู้เขลาในธรรมและผู้ฉลาดในธรรมมุ่งหวังในชีวิต และมีความคิดต่างกันในเรื่องกาลข้างหน้า บางคนคิดว่าการเกิดชาติหน้าที่เป็นสุขนั้นเป็นที่สมหวังอย่างยิ่ง เขาหวังจะมีชีวิตต่อไปในสวรรค์ที่แสนสุขสำราญตลอดไป ส่วนคนที่ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าก็ใฝ่ฝันถึงโลกที่เป็นอุดมคติในอนาคต โลกที่ไม่มีสงคราม ไม่มีความแตกแยกในหมู่มนุษย์ แต่เขาไม่รู้ว่าโลกเช่นนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร
คนที่เข้าใจธรรมถูกต้องนั้นรู้ว่าที่เราเรียกว่า "โลก" นั้นไม่เที่ยง โลกเกิดจากเหตุปัจจัยแล้วก็จะสูญสิ้นไป วิถีของโลกนั้นเกิดขึ้นแล้วก็แตกทำลายไป เมื่อถึงกาลสมบัติ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นเพื่อทรงแสดงธรรม แต่แม้พระธรรมก็ไม่ยั่งยืน มีผู้เข้าใจพระธรรมคลาดเคลื่อนและพระธรรมเสื่อมสิ้นไป เพราะกิเลสของบุคคล คนสมัยนี้ยังมีโอกาสได้ฟังธรรมและเจริญมัคค์มีองค์ ๘ คนผู้มีปัญญาไม่ใฝ่ฝันถึงโลกอุดมคติในอนาคต เขารู้ว่าสิ่งประเสริฐสุดที่จะปฏิบัติได้ทั้งเพื่อตนเองและคนอื่นนั้นคือ การละคลายกิเลสเสียในขณะนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงการเจริญภาวนาแก่ผู้ที่ใคร่จะละคลายกิเลส บุคคลมีอัธยาศัยต่างกัน บางคนก็เจริญสมถภาวนา บางคนก็เจริญวิปัสสนาภาวนา บางคนก็เจริญทั้งสมถและวิปัสสนา คนที่เจริญวิปัสสนาจะรู้ชัดว่าโลกคืออะไร เขาจะรู้ว่ามีโลก ๖ โลก คือโลกของ สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เขาจะรู้ว่าโลกทั้งหมดนั้นไม่เที่ยง พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง พระองค์ทรงพระนามว่า โลกวิทู ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้ที่ยังยึดมั่นในโลกไม่รู้ว่าการดับการเกิดนั้นเป็นการดับทุกข์ ผู้ที่รู้ชัดในความไม่เที่ยงของสังขารธรรมจะละคลายการยึดมั่นเป็นลำดับ พระอรหันต์ไม่ยึดมั่นในภพชาติอีกเลย ท่านดับภพชาติ ดับนามธรรมและรูปธรรม ไม่เกิดอีกเลย ดับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พระอรหันต์ประจักษ์แล้วว่า การไม่เกิดนั้นเป็นความสงบสุขที่แท้จริง ในขุททกนิกาย วีสตินิบาต อธิมุตตเถรคาถา ท่านพระอธิมุตตเถระอรหันต์ ถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาดเสียว เมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดความอัศจรรย์ พระเถระได้กล่าวคาถาว่า
"……..บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น
เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ
ย่อมยินดีต่อความสิ้นอายุ
เหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการถูกประหาร ฉะนั้น
บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว
ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งหมด
ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย
ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ ฉะนั้น"
อวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติ เมื่ออวิชชาและตัณหาดับหมดสิ้นแล้วก็ไม่มีปัจจัยให้เกิดอีก การไม่เกิดเป็นการดับทุกข์ ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค สฬายตนวิภังคสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลเมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ย่อมเสวยทุกข์ทางกายบ้าง ทุกข์ทางใจบ้าง ส่วนบุคคลเมื่อรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นจักษุตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นรูป…….จักษุวิญญาณ…..จักษุสัมผัสตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นความเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมไม่กำหนัดในจักษุไม่กำหนัดในรูป ไม่กำหนัดในจักษุวิญญาณ ไม่กำหนัดในจักษุสัมผัส ไม่กำหนัดในความเสวยอารมณ์เป็นสุขก็ตามเป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย………เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดนักแล้ว ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ไม่ลุ่มหลงเล็งเห็นโทษอยู่ ย่อมมีอุปาทานขันธ์ ๕ ถึงความไม่พอกพูนต่อไป และเขาจะละตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่สหรคตด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้ จะละความกระวนกระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ จะละความเดือดร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ จะละความเร่าร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ เขาย่อมเสวยสุขทางกายบ้าง สุขทางใจบ้าง"