ก. ดิฉันรู้ว่าการเจริญสติปัฏฐานมีประโยชน์ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเจริญสติในชีวิตประจำวันอย่างไร ดิฉันรู้สึกว่าไม่มีเวลาเจริญสติปัฏฐานเลย ดิฉันต้องทำงาน
ข. การเจริญสติปัฏฐานเป็นเรื่องที่เราจะรู้ชีวิตประจำวันจริง ๆ จะรู้ว่าทั้งการงานและตัวเรานั้นสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร แต่ก็ดูเหมือนว่าคนเรานั้นอยากจะรู้แต่อย่างอื่นนอกจากตัวเอง ไม่กล้ารู้จักตัวเองหรือ? พระผู้มีพระภาคทรงชี้ให้เห็นว่า การรู้จักตัวเองนั้นดีกว่าการรู้จักสิ่งอื่น ๆ
ในวิสุทธิมัคค์ อิทธิวิธนิเทส มีข้อความว่า พระผู้มีพระภาคทรงทำมิให้พระนางอโนชาเทวีและหญิงบริวารพันหนึ่ง ผู้มาตามพระมหากัปปินะ เห็นพระราชามหากัปปินะ พร้อมทั้งบริษัท แม้นั่งอยู่ในที่ใกล้ เมื่อพระนางทูลถามว่า " ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงเห็นพระราชาบ้างหรือ?" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ก็ท่านแสวงหาพระราชาประเสริฐหรือ หรือว่าแสวงหาตนประเสริฐ" พระนางจึงทูลว่า "แสวงหาตนประเสริฐ พระเจ้าข้า" ดังนี้จึงทรงแสดงธรรมเหมือนอย่างนั้น แด่พระนางอโนชาเทวีผู้ประทับนั่งแล้วนั้น ให้พระนางนั้น รวมทั้งหญิงบริวารพันหนึ่ง ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ให้พวกอำมาตย์ดำรงอยู่ในอนาคามิผล ให้พระราชาดำรงอยู่ในอรหัตตผล ฉะนี้
การเจริญวิปัสสนาไม่ใช่สิ่งที่นอกไปจากชีวิตประจำวัน เจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน มีสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน นั่นคือ การเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ถ้าใครบอกว่าไม่มีเวลาเจริญวิปัสสนา ก็เพราะไม่เข้าใจว่ามัคค์มีองค์ ๘ นั้นคืออะไร
ก. มัคค์มีองค์ ๘ นั้นคืออะไรแน่ เหมือนกับสติไหม และก็จำเป็นไหมสำหรับการรู้แจ้งอริยสัจธรรม จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น และช่วยให้เราปฏิบัติหน้าที่ของเราได้ดีขึ้นไหม
ข. เมื่อพูดถึงสภาพธรรมใด ก็ควรจะรู้ว่าสภาพนั้นเป็นธรรมประเภทใด มิฉะนั้นก็จะเข้าใจไม่ชัดเจน มัคค์มีองค์ ๘ นั้นเป็นปรมัตถธรรมประเภทใด ปรมัตถธรรมมี ๔ ประเภท คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน มัคค์มีองค์ ๘ เป็นเจตสิกทั้ง ๘ องค์เป็นโสภณเจตสิก เกิดกับโสภณจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป การระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปนั้นเป็นการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ขณะใดที่เจตสิกธรรมซึ่งเป็นมัคค์มีองค์ ๘ นี้ ไม่เกิดกับโลกุตตรจิต (จิตที่รู้แจ้งนิพพาน) ขณะนั้นก็เป็นโลกียธรรม ขณะใดที่เจตสิกซึ่งเป็นมัคค์มีองค์ ๘ เกิดกับโลกุตตรจิต ขณะนั้นก็เป็นโลกุตตรมัคค์
คุณถามว่ามัคค์มีองค์ ๘ เหมือนกับสติไหม สติเป็นองค์หนึ่งของมัคค์มีองค์ ๘ คือเป็นสัมมาสติ การระลึกชอบ เราทราบแล้วว่าสติเกิดกับโสภณจิต สติเป็นสัมมาสติในมัคค์มีองค์ ๘ เมื่อเกิดร่วมกับปัญญาที่เห็นถูกในลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะใดที่สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมรูปธรรมที่ปรากฏ ขณะนั้นก็เป็นการเจริญมัคค์มีองค์ ๘
ก. ถ้าเช่นนั้นอารมณ์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้นก็จะต้องเป็นลักษณะของนามรูปที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใช่ไหม
ข. ถูกแล้ว
ก. ได้ทราบว่าอารมณ์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้นจะต้องเป็นมหาสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เสียงเป็นสติปัฏฐานได้ไหม
ข. เสียงมีจริงไหม
ก. มีจริง
ข. ทำไมว่าเสียงมีจริง
ก. ใคร ๆ ก็ได้ยินเสียงทางหูได้
ข. เมื่อเสียงเป็นสิ่งที่รู้ได้ทางหู จะไม่ควรระลึกรู้ลักษณะของเสียงหรือ?
ก. ควร
ข. เสียงเป็นอารมณ์หนึ่งในมหาสติปัฏฐาน เพราะเสียงมีจริงและรู้ได้ทางหู ถ้าระลึกรู้ลักษณะของเสียงเนือง ๆ บ่อย ก็จะรู้ว่าเสียงเป็นรูปธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ก. ความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นสติปัฏฐานหรือเปล่า
ข. ความรู้สึกเป็นทุกข์มีจริงไหม
ก. มีจริง ๆ
ข. เมื่อมีจริงก็เป็นสติปัฏฐาน ทุกสิ่งที่เป็นสภาพธรรมที่มีจริงรู้ได้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเป็นสติปัฏฐาน สติระลึกรู้ได้
ที่ถามว่ามัคค์มีองค์ ๘ จำเป็นหรือไม่ในการรู้แจ้งอริยสัจธรรม จำเป็นมากที่เดียว เพราะไม่มีทางอื่นอีกเลย เมื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรมขั้นแรกคือขั้นโสดาบันน์นั้นดับ ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉท ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนนั้นจะดับหมดเป็นสมุจเฉทได้ ก็ด้วยการเจริญปัญญารู้สภาพธรรมตามเป็นจริง แจ้งชัดว่ามีแต่นามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น นอกจากนามธรรมและรูปธรรมแล้วก็ไม่มีอะไร
คุณยังถามด้วยว่ามัคค์มีองค์ ๘ จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นไหม? จะช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้นไหม? กิเลสของเราทำให้เราไม่มีความสุข และบางครั้งก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างลำบากเสียจริง ๆ ขณะที่กำลังเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้น ยังดับกิเลสไม่หมด แต่ก็เกิดปัญญารู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น เมื่อความยึดมั่นในความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนลดน้อยลง ก็จะทำให้ความมืดมนธ์ในชีวิตเบาบางลง ซึ่งก็จะมีความสุขมากขึ้น เมื่อเข้าใจชีวิตของตนเองมากขึ้นความสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะเปลี่ยนไป เราจะเข้าใจคนอื่น ๆ ดีขึ้นและจะมีความเมตตากรุณามากขึ้น เมื่อเจริญสติปัฏฐานก็มีปัจจัยให้เกิดกุศลจิตและกุศลกรรมมากขึ้น เวลาที่ทำกิจการงานประจำวันด้วยกุศลจิตนั้น คุณไม่คิดหรือว่าจะทำได้ดีขึ้น
ก. คุณบอกว่ามัคค์มีองค์ ๘ นั้น เป็นโสภณเจตสิก ๘ ดวง เจตสิกที่เป็นมัคค์ทั้ง ๘ นี้ ต้องเกิดกับจิตที่เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๘ องค์ หรือ?
ข. ถ้าไม่ใช่โลกุตตรจิต เจตสิกที่เป็นมัคค์ ๘ องค์นี้ เกิดไม่ครบ ๘ องค์ แต่เมื่อโลกุตตรจิตเกิด เจตสิกที่เป็นมัคค์ทั้ง ๘ องค์ นี้เกิดกับโลกุตตรจิตครบ ๘ องค์
ก. อะไรเป็นมัคค์องค์แรกในมัคค์มีองค์ ๘
ข. มัคค์องค์แรกคือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก ถ้าไม่มีความเป็นถูกในนามและรูปและในข้อปฏิบัติที่เป็นการเจริญปัญญา ก็เจริญมัคค์มีองค์ ๘ ไม่ได้ สัมมาทิฏฐิเป็นปัญญาที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สุริยูปมาสูตรที่ ๑ มีข้อความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตรมาก่อน คือแสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตรมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน
อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา"
เราควรรู้จุดประสงค์ว่าจะเจริญมัคค์มีองค์ ๘ เพื่ออะไร คุณเจริญมัคค์มีองค์ ๘ เพื่ออะไร
ก. เจริญมัคค์มีองค์ ๘ เพื่อดับกิเลสทุกชนิด เช่น ความโกรธ ความริษยา ความตระหนี่ เป็นต้น รวมความว่าดับกิเลสทุกอย่างที่ทำให้จิตต่ำทรามให้หมดสิ้น
ข. คนโดยมากคิดว่าการเจริญวิปัสสนา สามารถจะแก้ความยุ่งยากทุกอย่างให้หมดสิ้นไปได้ทันที เขาคิดว่าดับกิเลสได้ทันที เราสะสมกิเลสทั้งหลายมากี่ภพกี่ชาติแล้ว ภพชาติมีมากมายเหลือจะนับ จะดับให้หมดสิ้นไปทันทีอย่างไรได้? เมื่อยังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรม จุดประสงค์ของการเจริญวิปัสสนาก็เพื่อรู้ความจริงที่เกิดปรากฏกับตน เพื่อดับความเห็นผิดว่าเป็นคัวตน ซึ่งจะต้องพากเพียรอบรมเจริญปัญญาอย่างมากทีเดียว อย่าลืมข้อความในสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาวาสูตร ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "…..ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยนิ้วมือย่อมปรากฏ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือย่อมปรากฏที่ด้ามมีดของนายช่างไม้ หรือลูกมือของนายช่าง ไม้ แต่นายช่างไม้หรือลูกมือของนายช่างไม้นั้นหารู้ไม่ว่า วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปประมาณเท่านี้ วานนี้สึกไปประมาณเท่านี้ วันก่อน ๆ สึกไปประมาณเท่านี้ นายช่างไม้หรือลูกมือของนายช่างไม้นั้นมีความรู้แต่ว่า สึกไปแล้ว สึกไปแล้ว โดยแท้แล แม้ฉันใด……."
ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนละคลายลงทุกขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป แต่เราไม่รู้ว่าละคลายลงวันละเท่าไร
ก. แต่ถ้ากำลังมีความเพลิดเพลินพอใจเหลือเกิน หรือว่ากำลังโกรธจัด สติจะเกิดได้อย่างไร
ข. ขณะที่เป็นโลภมูลจิตหรือโทสมูลจิตนั้น จะมีสติเกิดร่วมกับโลภมูลจิตและโทสมูลจิตไม่ได้ เมื่ออกุศลจิตดับไปแล้ว สติก็เกิดขึ้นก็รู้ว่าอกุศลจิตก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เท่านั้น
ก. เราจะไม่ถูกโลภะหรือโทสะครอบงำ จนสติเกิดไม่ได้หรอก หรือ
ข. คนโดยมากคิดอย่างนั้น เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ดิฉันรู้จักคนที่กลัวโลภะที่เกิดขึ้นจนทั้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น เขาคิดว่าควรให้จิตตั้งมั่นที่ลมหายใจขณะที่ทำอย่างโน้น บ้างอย่างนี้บ้าง เพื่อจะให้มีสติมากๆ นั้นก็เป็นเพราะความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน คนที่ทำอย่างนั้นต้องการบังคับจิต ในการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ หรืออีกนัยหนึ่งมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) นั้น สติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปชนิดใดก็ได้ที่กำลังปรากฏ ถึงแม้ว่าจะเป็นอกุศลธรรมก็ได้ การรู้เช่นนี้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
คนที่ต้องการบังคับจิตนั้นไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เขาเพียงแต่คิดว่าความปรารถนาอย่างรุนแรงนั้นน่ารังเกียจ เขาไม่รู้ว่าเป็นโลภะเมื่อยินดีพอใจในสิ่งที่สวยงาม และในเสียงที่ไพเราะเป็นต้น โลภะที่เบาบางกว่าความปรารถนาที่รุนแรงก็เป็นโทษ เพราะเมื่อไม่ระลึกรู้ลักษณะของโลภะก็ย่อมยึดถือว่าเป็นตัวตน ยิ่งกว่านั้นเขาไม่เห็นความน่ารังเกียจของโมหมูลจิต เขาไม่รู้ว่าขณะไหนมีโมหะ เพราะโมหะไม่เกิดกับโสมนัสเวทนาและโทมนัสเวทนา แต่เกิดกับอุเบกขาเวทนา เขาไม่รู้ว่าขณะที่รู้สึกเฉย ๆ นั้นก็เป็นอกุศลจิตได้ เราควรเห็นโทษของโมหมูลจิตด้วย ขณะที่หลงลืมสตินั้นก็มีโมหมูลจิตมากมาย
โมหะในวันนี้เป็นปัจจัยให้เกิดโมหะในวันหน้า เราจะยังหลงไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมอีกกี่ภพกี่ชาติกันหนอ เมื่อยังไม่ได้เจริญวิปัสสนา ก็ย่อมคิดที่จะไม่ระลึกรู้ลักษณะของอกุศจิตที่คิดว่าน่ารังเกียจเหลือเกิน เช่น จิตที่มีความปรารถนาอย่างรุนแรง และโทสะ แทนที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้น ก็กลับพยายามบังคับ ถ้าเราพยายามจะบังคับสภาพธรรมก็เป็นเพราะเห็นผิดว่าเป็นตัวตน และไม่ใช้ทางละอกุศลธรรมให้หมดสิ้นไปได้ มัชฌิมาปฏิปทาไม่ใช่การบังคับสภาพธรรม แต่เป็นการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จะกังวลไปใยกับสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ถึงแม้ว่าจะเป็นอกุศลจิตก็ตาม จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วอย่างไรได้ ควรระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น ๆ เสีย การกังวลเรื่องโลภะและโทสะนั้นเปล่าประโยชน์ ทำไมจึงไม่ระลึกรู้เสียในขณะนั้นเล่าว่าเป็นแต่เพียงนามธรรม และก็ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมอื่น ๆ ที่ปรากฏ ด้วย และก็จะรู้ว่ามีสภาพธรรมอีกมากมายนักที่ยังไม่ได้ระลึกรู้ เรารู้ลักษณะของความรู้สึกเฉย ๆ แล้วหรือยัง หรือรู้แต่ความรู้สึกยินดีและไม่ยินดี และเวลาที่มีโมหะนั้นรู้บ้างไหม
ก. ดิฉันคิดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสให้มีสติทุกขณะที่หายใจเข้า และหายใจออกไม่ใช่หรือ
ข. ตราบใดที่หายใจเข้าหายใจออกก็ยังมีชีวิตอยู่ ควรเจริญสติตลอดชีวิต การเจริญวิปัสสนาไม่เจาะจงเลือกอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง สติระลึกรู้นามและรูปใด ๆ ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อละความเห็นผิด และความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน
การเจริญวิปัสสนาไม่จดจ้องที่ลมหายใจเข้าและออก เพราะถ้าเลือกอารมณ์ก็เป็นเพราะความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน เมื่อพูดถึงเรื่องลมหายใจก็เป็นคำบัญญัติ แต่ขณะที่กำลังหายใจนั้น สภาพธรรมที่ปรากฏให้รู้ได้ในขณะนั้นมีลักษณะอย่างไร สภาพอ่อนแข็ง ที่ปรากฏในขณะนั้นเป็นรูปชนิดหนึ่ง สภาพที่ไหวหรือตึงเป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง ร้อน เย็น ก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง สภาพธรรม เหล่านั้นเป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้ แต่ที่จะให้สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมใดนั้นบังคับไม่ได้ เมื่อสภาพธรรมใดปรากฏ ก็ไม่มีตัวตนที่บังคับให้สติระลึกรู้อารมณ์นี้ หรืออารมณ์นั้นได้เลย
ก. เมื่อพิจารณาเรื่องสติที่ระลึกรู้ลักษณะของนาม และรูปตามที่คุณพูดนั้น ก็เข้าใจและเห็นด้วยว่าไม่มีตัวตน แต่ก็ยังไม่รู้ชัดและบางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่ายังต้องเป็นตัวตนที่ตัดสินใจ เช่น ถ้าตัดสินใจวันนั้นว่าจะศึกษาพระธรรมวินัย จะรักษาศีล ๕ ที่จะให้เชื่อว่าไม่ใช่อัตตาตัวตนที่ตัดสินใจทำอย่างนี้ก็เชื่อยาก
ข. เมื่อยังไม่ใช่พระอริยบุคคล ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนก็ไม่หมดสิ้นไปได้ ยังมีปัจจัยให้เห็นผิดว่าเป็นตัวตนอยู่ การเจริญสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป จะทำให้รู้ชัดในสภาพธรรมทั้งหลายยิ่งขึ้น และก็จะรู้ว่า การตัดสินใจเช่นนั้นก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งที่เกิดเพราะปัจจัย เมื่อเจริญปัญญาคมกล้าขึ้นถึงขั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรมแล้ว ก็ดับความสงสัยในสภาพธรรมทั้งหลาย และรู้ชัดว่าไม่มีตัวตน
การเจริญสัมมามัคค์นั้น จะต้องมีความเข้าใจถูกในข้อปฏิบัติเป็นเบื้องแรก ถ้าในเบื้องแรกมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็จะทำให้ปฏิบัติผิดไปนาน และยากเหลือเกินที่จะกลับมาสู่ทางที่ถูกได้อีก ถ้าปฏิบัติผิดต่อไป ก็จะมีความเห็นผิดต่อไปอีกไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ บางคนกล่าวว่าต้องคอยดูนาม รูป เขาคิดว่าไม่ได้เห็นผิดเพราะไม่ได้พูดว่า "ตัวตน" แต่การปฏิบัติเช่นนั้นแสดงลักษณะของการยึดมั่นในตัวตนตลอดเวลา เป็นตัวตนที่จ้องดูความรู้สึกนึกคิด แม้แต่ในตอนแรกก็ไม่ควรจะมีความเห็นว่าเป็นตัวตนที่จ้องดู หรือเจาะจงเลือกอารมณ์ เช่น ลมหายใจเข้า ออก เป็นต้น
สภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสติปัฏฐานได้ เมื่อเจริญสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมต่าง ๆ บ่อย ๆ เนือง ๆ ก็จะเริ่มชินกับสภาพธรรมเหล่านั้น และรู้ลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรมชัดเจนขึ้น ด้วยประการฉะนี้จึงจะเป็นการเจริญมัคค์มีองค์ ๘

องค์มัคค์ ๘

ก. การเจริญกุศลเป็นสิ่งสำคัญ มิใช่แต่ในการกระทำและคำพูดเท่านั้น แต่ในการคิดนึกด้วยแต่การที่จะคิดในสิ่งที่ดีงามตลอดเวลานั้นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเราสะสมกิเลสมามาก เมื่อระลึกถึงพระพุทธคุณก็เป็นกุศลวิตก แต่จะคิดเรื่องกุศลอย่างเดียวเรื่อย ๆ ไม่ได้ วันหนึ่ง ๆ ที่จะไม่ให้อกุศลวิตกเกิดบ่อย ๆ นั้นก็ไม่ได้ จะยับยั้งอกุศลวิตกได้อย่างไร
ข. เวลาระลึกถึงพระพุทธคุณ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาที่ทรงแสดงธรรมแก่สัตว์โลก ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลวิตก เราอาจจะไปนมัสการสังเวชนียสถาน ซึ่งได้แก่สถานที่ประสูติ สถานที่ทรงตรัสรู้ สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา และสถานที่ทรงดับขันธปรินิพพาน การนมัสการสังเวชนียสถานเป็นการแสดงศรัทธาในพระธรรม และการระลึกถึงคุณของพระธรรม ซึ่งแม้จะล่วงไปถึง ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว ก็ยังมีประโยชน์เกื้อกูลแก่เราได้ ในขณะนี้สังเวชนียสถานเตือนให้ไม่ละเลยที่จะเจริญสติ เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลจิตมากมายทีเดียว
ขณะที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ก็ละอกุศลวิตกได้ชั่วคราว แต่ไม่ดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท ด้วยการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ซึ่งเป็นการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น ที่จะละอกุศลวิตกหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทได้ ในที่สุดเมื่อเจริญวิปัสสนา อกุศลจิตเกิดขึ้นก็ไม่บังคับ เพราะอกุศลวิตกได้เกิดขึ้นแล้ว อกุศลวิตกเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งซึ่งควรรู้ลักษณะ ในมหาสติปัฏฐานสภาพธรรมทุกชนิดเป็นสติปัฏฐาน เมื่อรู้ว่าไม่มีสภาพธรรมใดที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน ก็จะเริ่มรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น ฉะนั้นเมื่ออกุศลวิตกเกิดขึ้น ทำไมจึงจะไม่ระลึกรู้ว่าเป็นเพียงนามธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้นเองเล่า? เมื่อรู้ลักษณะของอกุศลวิตกชัดขึ้น ก็จะละคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตนลง เมื่อยังไม่ใช่พระอรหันต์ อกุศลธรรมก็ย่อมเกิด อกุศลธรรมจะดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทก็เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วเท่านั้น
ก. ทราบว่า สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบเป็นมัคค์องค์หนึ่งในมัคค์มีองค์ ๘ สัมมาสังกัปปะคิดเรื่องนามและรูปหรือ
ข. สัมมาสังกัปปะ เป็นเจตสิกธรรมดวง (ประเภท) หนึ่งซึ่งได้แก่วิตกเจตสิก ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า "applied thought" ลักษณะของวิตกเจตสิกนั้นไม่เหมือนกับที่เราใช้คำว่า "คิด" ตามที่เราพูดกัน ในวิสุทธิมัคค์ (ปฐวีกสิณนิเทส) แสดงลักษณะของวิตกเจตสิก ดังนี้ "วิตกนี้นั้น มีอันจรดลงซึ่งจิตในอารมณ์เป็นลักษณะ มีอันกระทบก่อนและอันกระทบโดยทั่ว ๆ ไปเป็นรส (กิจ)…..มีการนำจิตไปสู่อารมณ์เป็นเครื่องปรากฏ"
วิตกซึ่งเป็นสัมมาสังกัปปะในมัคค์มีองค์ ๘ เกิดพร้อมกับสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสติ (การระลึกชอบ) สัมมาสังกัปปะเกิดกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้ว่าวิตกนำจิตไปสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะในมัคค์มีองค์ ๘ นำจิตไปสู่นามธรรมและรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ ในขณะนั้น วิตกเจตสิกเกิดร่วมกับจิตและดับร่วมกับจิต สัมมาสังกัปปะเกิดกับจิตที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม การรู้ลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏไม่เหมือนกับการคิดเรื่องสภาพธรรมที่ดับไปแล้ว สัมมาสังกัปปะละมิจฉาสังกัปปะซึ่งเป็นการดำริผิด
ก. สัมมาสังกัปปะละมิจฉาสังกัปปะได้อย่างไร
ข. สัมมาสังกัปปะในมัคค์มีองค์ ๘ เกิดกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป ขณะนั้นไม่มีความดำริผิด แต่แล้วความดำริผิดก็เกิดขึ้นอีกได้ แต่เมื่อเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ต่อไป มิจฉาสังกัปปะก็หมดได้ในที่สุด
ก. ได้ยินบางคนพูดว่า เวลาเจริญสติปัฏฐานนั้นไม่ควรคิดอะไร ควรเพียงแต่ดูสภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น การทำอย่างนั้นละมิจฉาวิตกได้ไหม
ข. เวลาพยายามไม่ให้คิดนั้นไม่ใช่การเจริญมัคค์มีองค์ ๘ จะห้ามไม่ให้คิดได้อย่างไร ตลอดชีวิตก็มีอารมณ์ ต่าง ๆ ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความคิดก็เป็นสภาพนามธรรมอย่างหนึ่ง ทำไมจึงจะไม่ระลึกรู้ว่าเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งเล่า ถ้าไม่ระลึกรู้ก็ย่อมเห็นผิดว่าเป็นตัวตนที่คิด และเป็นตัวตนที่พยายามไม่ให้คิด
เวลาที่คิดว่าควรจะทำอย่างนี้อย่างนั้นกับเรื่องความคิด ก็เป็นการยึดมั่นในความเห็นว่าเป็นตัวตน ขณะที่พยายามจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งเรื่องความคิด ความคิดนั้นก็ดับไปแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นการยึดมั่นในสิ่งที่ดับไปแล้วนั่นเอง
ขณะใดที่ระลึกรู้ลักษณะของนามหรือรูป ก็ไม่มีตัวตนที่พยายามไม่ให้คิด หรือที่กำลังดูนามรูป ที่พูดว่าไม่ได้คิดว่าเป็นตัวตน เพียงแต่ดูเฉย ๆ นั้นก็ดีอยู่หรอก แต่ที่กำลังพยายามจดจ้องดูอยู่นั้น แม้จะเพียงดูเฉย ๆ ก็แสดงแล้วว่าไม่ใช่การเจริญมัคค์มีองค์ ๘
ก. ได้ทราบว่ามัคค์มีองค์ ๘ นั้น บางองค์ก็เป็นส่วนศีล บางองค์ก็เป็นส่วนสมาธิ และบางองค์ก็เป็นส่วนปัญญา สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเป็นส่วนปัญญา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ข. สัมมาทิฏฐิรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น สัมมาสังกัปปะนำจิตไปสู่อารมณ์เพื่อให้สัมมาทิฏฐิรู้ชัดในอารมณ์นั้น เพราะสัมมาสังกัปปะนำจิตไปสู่อารมณ์ในทางที่ชอบ ฉะนั้นจึงเป็นส่วนปัญญาในมัคค์มีองค์ ๘
ก. ได้ทราบว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ทั้ง ๓ องค์นี้ เป็นส่วนศีลในมัคค์มีองค์ ๘ ดิฉันรู้ว่าศีล ๕ เป็นศีลแต่ศีลในมัคค์มีองค์ ๘ นั้นเป็นอะไรแน่
ข. มีอกุศลศีลและกุศลศีล การกระทำทางกายและวาจาเป็นศีลกุศลศีลนั้นก็ได้แก่ศีล ๕ เป็นต้น ซึ่งเป็นการละเว้นกายทุจริตและวจีทุจริต กายทุจริตก็ได้แก่ การฆ่า การถือเอาของของผู้อื่นมาเป็นของตน การประพฤติผิดในกาม วจีทุจริตก็ได้แก่ มุสาวาท ปิสุณาวาท ผรุสวาท และสัมผัปปลาปวาท
ก. ขณะที่ละเว้นวจีทุจริต และกายทุจริตนั้น เป็นสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะในมัคค์มีองค์ ๘ หรือเปล่า
ข. อย่าลืมว่า สัมมาทิฏฐิที่เป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้น รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราอาจจะละเว้นวจีทุจริตและกายทุจริตโดยไม่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป เมื่อเป็นเช่นนั้นสัมมาทิฏฐิและสัมมาสติในมัคค์มีองค์ ๘ ก็ไม่เกิดกับจิตในขณะนั้น ฉะนั้นจึงไม่ใช่สัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะที่เป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ ขณะนั้นเป็นกุศล แต่ไม่ใช่กุศลที่เป็นขั้นมัคค์มีองค์ ๘
ก. จะละเว้นวจีทุจริตได้อย่างไร เวลาที่อยู่กับคนอื่นที่กล่าววจีทุจริตก็มักจะพูดอย่างเขาด้วย
ข. เมื่อยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ยังมีวจีทุจริตอยู่ แต่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้นเป็นปัจจัยให้ลดคลายอกุศลลงได้ เวลาใครพูดถึงคนอื่นในทางที่ไม่น่าฟัง หรือเวลาที่เขาบ่นสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจที่เกิดขึ้นในชีวิต เราก็มักจะทำตามอย่าง แต่เมื่อได้ศึกษาพระธรรมก็รู้ว่าขณะใดเป็นอกุศลจิต และรู้โทษภัยของอกุศล เมื่อรู้วิธีเจริญสติปัฏฐานก็เป็นปัจจัยให้ละเว้นวจีทุจริต แทนที่จะเกิดอกุศลจิต ก็อาจจะเกิดกรุณาในผู้ที่กล่าววจีทุจริต และย่อมจะช่วยให้คนอื่นเกิดกุศลจิตแทนอกุศลจิตด้วย เมื่อระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมในขณะที่ละเว้นวจีทุจริต ก็เป็นสัมมาวาจาในมัคค์มีองค์ ๘ จิตที่ระลึกรู้นั้นเป็นจิตที่มีสัมมาทิฏฐิและสัมมาสติที่เป็นมัคค์มีองค์ ๘ เกิดร่วมด้วย
ก. เราอาจจะรู้อย่างนี้โดยปริยัติ แต่โดยการปฏิบัตินั้นยากมาก ดิฉันพูดวจีทุจริตออกไปก่อนจะรู้ตัว
ข. คุณจะรู้เองว่าเวลาเจริญสติแล้วปัจจัยที่จะให้เกิดวจีทุจริตนั้นลดน้อยลง นิสัยและการสะสมเปลี่ยนไปได้ แต่ไม่ใช่ตัวตนที่สามารถเปลี่ยนนิสัยและการสะสมได้ ความเข้าใจธรรมและการปฏิบัติธรรมเป็นปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไป เราพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้นเป็นสัจธรรม และศรัทธาในพระธรรมก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น
ก. ยกตัวอย่างสัมมากัมมันตะ การงานชอบสักตัวอย่างได้ไหม
ข. เวลาที่เกือบจะฆ่าสัตว์ที่กัดต่อยเรา แต่ก็ปัดออกไปเบาๆ และยกเว้นการฆ่านั้นก็เป็นศีลแล้ว แต่ถ้ารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏ ในขณะนั้นก็เป็นสัมมากัมมันตะในมัคค์มีองค์ ๘
ก. มีคนบอกว่าเขาอดฆ่าไม่ได้ เวลาถูกแมลงกัดต่อย เขาฆ่าทันที
ข. การเจริญสติเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกุศลจิตบ่อยๆ กุศลจิตเกิดร่วมกับโทสะไม่ได้ กุศลจิตเกิดร่วมกับอโทสะ อโทสะคือเมตตา เราจะรู้ได้ว่าเมื่อเจริญสติแล้ว ความเมตตากรุณาจะเกิดบ่อยขึ้น เราจะคิดถึงความสุขของสัตว์บุคคลอื่นมากขึ้น เราควรจะทำให้แมลงเจ็บปวด และทำลายชีวิตของแมลงหรือ เมื่อเจริญสติก็จะรู้ว่าจะทำ พูด คิด ในทางต่างๆ ที่เป็นกุศลได้อย่างไร และก็จะเห็นคุณค่าของการเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ก. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คืออะไร
ข. เจตสิกดวงนี้ทำให้ละเว้นการเลี้ยงชีพในทางทุจริต สัมมาอาชีวะที่เป็นมัคค์มีองค์ ๘ จะต้องเกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ ขณะที่ละเว้นการเลี้ยงชีพในทางทุจริต และสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น ก็จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนที่ละเว้น
ก. รู้สึกว่าสัมมาอาชีวะเป็นสภาพธรรมเดียวกันกับสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะ ต่างกันอย่างไร
ข. สัมมาอาชีวะทำให้ละเว้นทุจริตกรรมทางกาย และวาจาในการเลี้ยงชีพ
ก. บางคนก็ละเว้นทุจริตกรรมในการเลี้ยงชีพไม่ได้ ได้ทราบว่ามีคนที่ไม่มีทางอื่นเลือกเลย นอกจากอาชีพฆ่าไก่เลี้ยงตนและครอบครัว เขาต้องฆ่าไก่ทุกวัน แต่เขาก็บอกว่า เขาให้ทานชดใช้การฆ่า จะชดใช้กันได้ไหม
ข. เราทำกรรมดีชดใช้กรรมชั่วไม่ได้ เพราะแต่ละกรรมก็ให้ผลตามควรแก่กรรมนั้น ๆ การฆ่าเป็นอกุศลกรรมทำให้เกิดในอบายภูมิได้ ถึงแม้ว่าจะได้ทำกรรมดีด้วยก็ตาม
ก. แต่ผู้นี้หาเลี้ยงชีพในทางอื่นไม่ได้ เขาเคยทำอย่างอื่นแต่ก็ได้เงินไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว บางคนไม่มีทางเลือกเลยจริง ๆ เขาต้องทำทุจริตกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ
ข. ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัย กิเลสที่ได้สะสมมาแล้วทำให้มีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ ค้าอาวุธ และสุรายาเมา เป็นต้น อาชีพเหล่านี้เป็นมิจฉาชีพ เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลกรรม วันหนึ่งสติจะสามารถทำให้เปลี่ยนจากมิจฉาชีพได้ คนโดยมากอาจจะคิดว่าเปลี่ยนอาชีพไม่ได้ แต่ถ้ามีสติและปัญญาก็จะมีปัจจัยที่ทำให้เลี้ยงชีพได้ โดยไม่ต้องประกอบอกุศลกรรม
ก. คนที่ไม่ได้ค้าขายสิ่งที่กล่าวแล้ว แต่ก็เป็นคนที่เราเรียกว่า "ในวงการธุรกิจ" นั้น ดิฉันคิดว่าที่จะให้ได้กำไรนั้นก็คงจะพูดความจริงเสมอไม่ได้ นักธุรกิจควรเปลี่ยนอาชีพให้เป็นการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์ไหม? ดิฉันรู้จักคนหนึ่งซึ่งทีแรกก็อยู่ในวงการธุรกิจแต่ก็เปลี่ยนอาชีพ เดี๋ยวนี้เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ เพราะเขาเห็นว่าอาชีพนี้มีโอกาสรับใช้ประชาชนได้ดีกว่า
ข. ปัญหาที่ว่าใครจะเลี้ยงชีพบริสุทธิ์หรือไม่นั้น ย่อมแล้วแต่บุคคล บุคคลในวงการธุรกิจอาจจะกระทำอกุศลกรรม เช่นในขณะที่ไม่ซื่อสัตย์ และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะการแสวงหากำไร เป็นต้น แต่เขาก็มีกุศลจิตได้ เขาอาจจะละเว้นมุสาวาท แม้จะรู้ว่าจะทำให้ได้กำไรน้อยลง ถ้าเขาระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปในขณะที่ละเว้นมุสาวาทนั้น ก็เป็นสัมมาอาชีวะในมัคค์มีองค์ ๘
ก. คนที่มีอาชีพทหาร มีสัมมาอาชีวะได้ไหม
ข. เขามีอกุศลจิตและกุศลจิตได้ต่างขณะกัน ขณะที่ฆ่าก็เป็นอกุศลกรรม แต่เขาก็กระทำกุศลกรรมได้เหมือนกัน
ในขุททกนิกาย สุตตนิบาต มงคลสูตร มีข้อความเรื่องอุดมมงคล อุดมมงคลบางประการ คือ "การบำรุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรภรรยา การงานอันไม่อากูล นี้เป็นอุดมมงคล"
ทหารก็เจริญกุศลได้และก็ควรจะเจริญกุศลด้วย ในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรคที่ ๔ สีหสูตร มีข้อความเรื่องสีหเสนาบดีผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค
ก. คนที่มีอาชีพเป็นข้าราชการ คงจะมีปัจจัยให้เลี้ยงชีพได้บริสุทธิ์กว่าอาชีพอื่น ไม่ต้องคิดเรื่องแสวงหากำไร
ข. เขาอาจจะมีอกุศลจิตมากก็ได้ อาจจะถือตัว อาจจะคิดถึงความสำเร็จของตัวเอง ทั้งนี้ก็ย่อมแล้วแต่บุคคลทั้งสิ้น เมื่อเลือกอาชีพใด ก็มีเหตุปัจจัยสะสมมาให้มีอาชีพนั้น อาชีพนั้นเป็นชีวิตประจำวัน เมื่อเจริญสติก็เป็นปัจจัยให้กระทำกิจการงานด้วยกุศลจิตมากขึ้น ถ้าเราช่วยให้คนอื่นเข้าใจธรรม เราก็ช่วยสังคมในทางที่ดีที่สุด และมีส่วนช่วยให้โลกสงบสุขด้วย
ก. แต่ว่า คนที่ต้องคิดเรื่องเงินทั้งวัน จะมีสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปธรรมได้ไหม
ข. วันหนึ่ง ๆ คุณจับเงินบ้างหรือเปล่า
ก. ทุกคนจับ เป็นธรรมดาของชีวิต
ข. เวลาดูเงินไม่ควรเจริญสติหรือ คุณคิดว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน
ก. เวลาดูเงินก็เห็นสี เวลาสัมผัสก็มีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง แต่ถ้าระลึกรู้เพียงลักษณะเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด อีกไม่นานก็จะยากจน ถึงชักจะเชื่อแล้วว่าการเจริญสติปัฏฐานมีประโยชน์มาก แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากชีวิต ดิฉันจะดำเนินชีวิตสองทาง ชีวิตที่เจริญสติปัฏฐานจะเป็นส่วนใหญ่ที่บ้านเวลาอยู่คนเดียว และชีวิตด้านการงานนั้นก็จะต้องเป็นการงาน
ข. คุณคิดหรือว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีขณะใดบ้างที่ไม่ควรเจริญสติ
ก. แต่เจริญสติเสมอ ๆ ไม่ได้ อย่างเวลาที่หมุนระหัสตู้นิรภัย ในที่ทำงานเป็นต้น ก็จะต้องคิดถึงเลขระหัส ถ้าจะรู้เพียงสภาพแข็ง ไหว หรือสี ขโมยก็จะเข้ามาเอาเงินไป ดิฉันคิดว่าขณะที่คิดนั้นเจริญสติปัฏฐานไม่ได้
ข. ถ้างั้นก็ยังเป็นตัวตนที่คิด ทำไมจะเจริญสติปัฏฐานไม่ได้ในขณะที่รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด และในขณะที่คิดถึงเลขระหัสของตู้นิรภัย มีอะไรหรือที่ไม่ใช่นามธรรมและรูปธรรม ดิฉันเห็นด้วยที่คุณจะต้องให้งานเป็นงาน แต่คุณคิดหรือว่าขณะนั้นเจริญสติปัฏฐานด้วยไม่ได้
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น สามารถประพฤติปฏิบัติตามได้จริงๆ ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ทีฆชาณุสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันและในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรมประการหนึ่งคือ อารักขสัมปทา ข้อความในพระสูตรมีว่า "ดูกรพยัคฆปัชชะก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ด้วยทำไว้ในใจว่า ไฉนหนอ พระราชาไม่พึงริบโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา โจรไม่พึงลัก ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงลักไป ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่า อารักขสัมปทาฯ" พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงสอนสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้
ควรเจริญสติระลึกรู้ไม่เฉพาะแต่อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น แต่จะต้องระลึกรู้อารมณ์ทางใจด้วย ที่จะไม่ให้รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใดนั้นได้ไหม ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือ?
ก. จะไม่ให้รู้อย่างนั้นไม่ได้หรอก
ข. ทุกสิ่งที่มีจริงเป็นสติปัฏฐานได้ทั้งนั้น บางคนก็ใช้เวลาเป็นวัน ๆ เจาะจงให้รู้เฉพาะบางนามบางรูป เช่น การเห็นและการได้ยิน เท่านั้น เป็นต้น เขาคิดว่าที่รู้อารมณ์นั้นเป็นอะไร เช่น รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด รู้ว่าไฟจราจรเป็นไฟเขียวหรือไฟแดงนั้นไม่ใช่สติปัฏฐาน คุณไม่คิดหรือว่าการปฏิบัติอย่างนั้นผิดปรกติ ดิฉันได้ทราบว่าบางคนพูดว่า เวลาที่เขาเจริญวิปัสสนานั้น เขาจำเพื่อนฝูงและมารดาบิดาไม่ได้ ถ้าเจริญวิปัสสนาแล้วจำอะไรไม่ได้ ก็หมายความว่าเจริญวิปัสสนาในขณะที่ทำกิจการงานตามปรกติประจำวันไม่ได้ ถ้าเขาขับรถยนต์และเจริญวิปัสสนา เขาก็จะไม่รู้ว่าขณะไหนไฟจราจรเป็นไฟเขียวและขณะไหนเป็นไฟแดง การปฏิบัติในลักษณะนี้ไม่ใช่สัมมามัคค์ การเจริญมัคค์มีองค์ ๘ เป็นการเจริญสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกในสภาพธรรมทั้งหลายในชีวิตประจำวัน
ก. ดิฉันยังไม่เห็นว่าขณะเจริญวิปัสสนานั้น จะดำเนินชีวิตปรกติประจำวันได้อย่างไร ได้ทราบว่าขณะปฏิบัติวิปัสสนานั้นห้ามดื่มเหล้า
ข. จะห้ามคนอื่นไม่ให้ดื่มเหล้าได้อย่างไร เพราะสติต่างหากที่ทำให้ยับยั้งและละคลายได้ทีละน้อย พระอริยบุคคลเท่านั้นที่รักษาศีล ๕ ได้อย่างสมบูรณ์ ปุถุชนย่อมล่วงศีลได้เมื่อมีเหตุปัจจัย เช่น เมื่อมีปัจจัยเราก็อาจจะฆ่าเพื่อป้องกันตัวก็ได้
เป็นความจริงที่ไม่ใช่แต่เฉพาะการศึกษาธรรมเท่านั้น แต่ว่าเป็นกุศลทุกประการที่เกื้อกูลแก่การเจริญวิปัสสนา และอีกนัยหนึ่งเมื่อเจริญสติบ่อย ๆ เนือง ๆ มากขึ้น ก็เป็นปัจจัยให้กระทำกุศลประการต่าง ๆ รวมทั้งการรักษาศีลด้วย เมื่อรู้ทางเจริญสติปัฏฐานแล้วก็ย่อมจะเปลี่ยนทางดำเนินชีวิต และละเว้นทุจริตกรรม
ก. ถ้าเช่นนั้น สติปัฏฐานก็มีผลที่ดิฉันขอเรียกว่า ปาฏิหาริย์ที่ทำให้อุปนิสัยเปลี่ยนไปได้ใช่หรือไม่
ข. คนเราอยากจะแก้อุปนิสัย แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ได้อย่างไร คุณอยากจะแก้อุปนิสัยให้ดีขึ้นไหม มีหนทางใดบ้างไหม ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ปัจจัยที่ทำให้อุปนิสัยเปลี่ยนไปได้มากนั้นก็คือการเจริญวิปัสสนา ความเห็นชอบในสภาพธรรมตามความเป็นจริง ทุกคนจะรู้ด้วยตัวเองว่าเมื่อเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้น อุปนิสัยจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป แม้ว่าจะยังไม่บรรลุอริยสัจจธรรมก็ตาม

สัมมาวายาโม

ก. สติเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย เราบังคับให้สติเกิดไม่ได้ สติเป็นอนัตตา เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าจะทำความเพียรให้มีสตินั้นก็ไม่ได้ ได้ทราบว่าสัมมาวายะมะความเพียรชอบเป็นมัคค์องค์ ๑ ในมัคค์มีองค์ ๘ ความเพียรชอบมีลักษณะอย่างไร
ข. สัมมาวายามะหรือความเพียรชอบได้แก่วิริยะเจตสิก ในวิสุทธิมัคค์ (ขันธนิเทส) แสดงลักษณะของวิริยะเจตสิกว่า ความเป็นผู้ขมักเขม้น ชื่อ วิริยะฯ คุณข้อนั้นมีความอุตสาหะเป็นลักษณะ มีอาการอุดหนุนสัมปยุตธรรมซึ่งเกิดร่วมเป็นรส (กิจ) มีความไม่ย่อท้อเป็นเครื่องปรากฏ มีความสลดเป็นปทัฏฐาน เพราะพระบาลีเป็นพยานว่า ผู้สลดย่อมตั้งเพียรพยายามโดยชอบ อีกอย่างหนึ่ง มีวัตถุเป็นเหตุเริ่มเพียรเป็นปทัฏฐาน ที่บุคคลปรารภถูกต้องแล้ว พึงเห็นว่า เป็นมูลรากแห่งสรรพสมบัติ
วิริยะเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเรายึดถือว่าเป็นตัวตนจริงหรือไม่? วิริยะมีหลายชนิด มีวิริยะที่เป็นอกุศลและวิริยะที่เป็นกุศล วิริยะที่เป็นไปในทาน ในศีล ในการเจริญสมถะขั้นต่าง ๆ และวิริยะที่เป็นสัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) ซึ่งเป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้นก็อีกอย่างหนึ่ง
สัมมาวายามะ ซึ่งเป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘ นั้น เกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เกิดร่วมกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม การเจริญปัญญาให้รู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น จะต้องเจริญสติอยู่เสมอ สัมมาวายามะทำให้เพียรระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่ปรากฏอยู่เสมอ
ก. ที่กล่าวว่า เมื่อสัมมาทิฏฐิรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น มีสัมมาวายามะเกิดร่วมด้วย แต่ถ้ามีสติเกิดขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ จะไม่ควรพากเพียรให้เกิดสติมาก ๆ หรือ
ข. การพยายามที่จะให้เกิดสตินั้นเป็นเพราะความเห็นผิดว่ามีตัวตน ถ้าคิดจะบังคับให้สติเกิด และพยายามจะจับอารมณ์ปัจจุบัน เป็นความจริงที่ว่าควรเจริญสัมมาสติ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะบังคับให้สติเกิดได้ แต่หมายความว่า จะต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม และในข้อปฏิบัติ ไม่ควรลืมว่าความเห็นถูกเป็นองค์แรกของมัคค์มีองค์ ๘ เมื่อจิตที่รู้ลักษณะของนามเกิดร่วมด้วย สัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘ เป็นความเพียรในทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา
ก. การดำเนินมัชฌิมาปฏิปทานั้นยากยิ่ง ถ้าใช้ความเพียรมากไปก็เป็นความเห็นผิดว่ามีตัวตนอีก ถ้าไม่เพียรเสียเลยก็จะเป็นการละเลยไป ไม่รู้ว่าจะดำเนินทางสายกลางได้อย่างไร
ข. ถ้าคิดเรื่องเพียรมากไปน้อยไปก็เป็นตัวตนอีก อย่าปนสัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘ กับคำว่า ความพากเพียรพยายามที่เราใช้กันอยู่ สัมมาวายามะที่เป็นมัคค์มีองค์ ๘ เกิดเมื่อมีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่เกิดปรากฏแล้วเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เพราะความจงใจของเรา ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องความพากเพียร เพราะขณะใดที่มีสัมมาสติก็มีสัมมาวายามะด้วย สัมมาวายามะเกิดในขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม เช่น การเห็น การได้ยิน การคิดนึก และ สี เสียง เป็นต้น ที่ปรากฏในขณะนั้น
ก. เข้าใจว่าความเพียรในการเจริญวิปัสสนานั้น ต่างกับความเพียรในการเจริญสมถะ เวลามีอกุศลจิตเกิดขึ้น ก็ควรเพียรให้กุศลจิตเกิด คนที่เจริญสมถภาวนา และคนที่เจริญวิปัสสนาจะเพียรให้เกิดกุศลจิตโดยวิธีต่างกัน ใช่หรือไม่
ข. คนที่เจริญสมถะให้จิตจดจ่อที่อารมณ์กรรมฐาน เพื่อระงับอกุศลจิตชั่วคราว เป็นวิริยะของการเจริญสมถะ ซึ่งต่างกับสัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘ คนที่เจริญวิปัสสนารู้ว่าอกุศลจิตเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จึงละคลายการยึดถืออกุศลจิตว่าเป็นตัวตนลงได้ ขณะที่ระลึกรู้นั้นก็มีสัมมาวายามะในมัคค์มีองค์ ๘ ด้วย
ข้อสำคัญนั้นจะต้องรู้ว่าเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนา คนที่กล่าวว่าเจริญวิปัสสนาแต่ไม่ระลึกรู้ลักษณะของอกุศลจิต ก็ไม่ได้เจริญมัคค์มีองค์ ๘ คนโดยมากกลัวกิเลสหยาบ แต่ไม่เห็นโทษของกิเลสละเอียดที่สะสมอยู่ในจิต กิเลสละเอียดนั้นมีโทษภัย เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตและอกุศลกรรม เป็นปัจจัยให้เกิดแล้วเกิดอีก การเจริญวิปัสสนาเป็นทางเดียวที่จะดับกิเลสละเอียดให้หมดสิ้นได้
ก. ที่กล่าวว่า ขณะที่จิตระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น มีสัมมาทิฏฐิและมีสัมมาวายามะด้วย ก็ชอบแล้ว แต่ในตอนแรกนั้นจะมีสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร
ข. เมื่อเข้าใจข้อปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้สติเจริญขึ้น และความเห็นถูกในสภาพธรรมก็ค่อย ๆ เจริญขึ้นด้วย เมื่อเห็นอวิชชาของตนเองชัดขึ้น ก็จะเห็นคุณของสติยิ่งขึ้น ไม่มีทางอื่นเลยที่ละอวิชชาได้ การรู้ข้อนี้เป็นปัจจัยให้สัมมาวายามะเจริญขึ้นด้วย
คนที่ไม่รู้ความจริงคิดว่า รู้ลักษณะของการเห็น การได้ยิน และ สี เสียง เป็นต้น ชั่ว ๒ - ๓ ขณะก็พอแล้ว เขากล่าวว่าเขารู้นามธรรมและรูปธรรมแล้ว เขาอาจจะคิดว่าเขารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม แต่เขายังไม่รู้แจ้งชัดในลักษณะของสภาพธรรม เขาไม่รู้ลักษณะที่ต่างกันของได้ยินกับเสียง เขาเอาเสียงเป็นได้ยิน และเอาได้ยินเป็นเสียง เพราะเขาไม่รู้ว่าขณะนั้นลักษณะใดเป็นเสียง และลักษณะใดเป็นได้ยิน
ก. ดิฉันคิดว่าดิฉันรู้ลักษณะที่ไม่เที่ยงของการเห็น รู้ว่าการเห็นดับไป เพราะนามธรรมอื่นปรากฏ เช่น ขณะที่ได้ยินก็แสดงชัดแล้วว่าการเห็นได้ดับไปแล้ว
ข. คุณเพียงรู้ความไม่เที่ยงด้วยการคิดเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการประจักษ์สภาพธรรม เวลาที่คิดเรื่องการเห็นนั้นไม่รู้เลยว่าจิตเกิดดับนับไม่ถ้วนเป็นวิถีจิต (จิตที่รู้อารมณ์ทางทวาร) ต่างๆ กัน ถ้าไม่ได้เจริญสติจนถึงญาณขั้นสูงแล้ว ก็จะไม่ประจักษ์ความไม่เที่ยงของจิต
ก. เป็นความจริงที่ว่าการรู้ชัดในความไม่เที่ยงนั้นเป็นประการสำคัญ ตราบใดที่ไม่ประจักษ์ความไม่เที่ยง ก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ทำอย่างไรจึงจะไวพอที่จะจับความไม่เที่ยงของจิตได้
ข. ตัวตนที่พยายามจะจับสภาพธรรมย่อมเห็นความจริงข้อนี้ไม่ได้ ปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมในขณะนั้นได้
ก. เมื่อเริ่มเจริญสติ สติจะรู้อะไรได้บ้าง
ข. สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฎทางทวารใดก็ได้ แต่ยังไม่มีความรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม บางคนบอกว่าเขาเชื่อว่าใครๆ ก็รู้ว่าได้ยินไม่มีเสียง เขาแปลกใจว่าทำไมจึงสงสัยกัน คนที่กล่าวเช่นนี้ไม่รู้ความต่างกันของความรู้ขั้นปริยัติ กับการรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรม เมื่ออบรมปัญญาให้เจริญขึ้นด้วยการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะรู้ชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ได้
ก. สภาพธรรมเกิดพร้อมกันหลายอย่าง ควรจะระลึกรู้สภาพธรรมใดก่อน
ข. เป็นความจริงที่สภาพธรรมเกิดพร้อมกันหลายอย่าง เช่น รูปร่างกายประกอบด้วยรูปร่างหลายชนิดเกิดดับสืบต่อกัน รูปดิน น้ำ ไฟ ลม เกิดร่วมกันและดับไปพร้อมกัน แต่จิตรู้ลักษณะของสภาพธรรมได้ทีละอย่าง เพราะจิตดวงหนึ่งก็รู้อารมณ์หนึ่งเท่านั้น เมื่อสัมมาสติเกิดร่วมกับจิตก็ย่อมจะระลึกรู้สภาพธรรมได้ทีละหนึ่งอย่าง เวลาที่บอกว่าลักษณะแข็งปรากฏ ก็ไม่ใช่ว่ารูปแข็งรูปเดียวเกิดขึ้นในลักษณะนั้นโดยที่ไม่มีรูปอื่นๆ เกิดด้วย เวลาที่กล่าวว่าลักษณะแข็งปรากฏนั้นก็หมายความว่าขณะนั้นจิตรู้สภาพที่แข็ง เมื่อสติเกิดร่วมกับจิตใด สติก็ระลึกรู้อารมณ์เดียวกับจิตนั้น ขณะนั้นจิตก็ระลึกรู้ว่า สภาพแข็งนั้นเป็นลักษณะของรูปอย่างหนึ่งไม่ใช่ตัวตน การที่สติจะระลึกรู้อารมณ์ใดนั้นบังคับไม่ได้ ไม่มีกฏเกณฑ์ว่าให้สติระลึกสภาพธรรมใดก่อนหลัง แล้วแต่สติที่จะระลึกรู้นามธรรมใดและรูปธรรมใด
การรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมด้วยการเจริญสตินั้น ไม่ใช่การรู้โดยขั้นปริยัติ ในพระสูตรจะสังเกตได้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเนืองๆ เรื่องการรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทางทวาร ๖ เช่น ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคสัปปายสูตรที่ ๑ พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพานเป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ย่อมเห็นว่าจักษุไม่เที่ยง รูปทั้งหลายไม่เที่ยง จักษุวิญญาณไม่เที่ยง จักษุสัมผัสไม่เที่ยง แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัยจัยก็ไม่เที่ยง ฯลฯ….ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพานฯ"
การคิดพิจารณาว่าสภาพธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงนั้น จะทำให้บรรลุนิพพานได้หรือ? การละคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตนนั้น หมดสิ้นไปเพียงด้วยการคิดนึกเท่านั้นไม่ได้ ปัญญาที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏเท่านั้น ที่รู้ชัดในสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ เมื่อรู้ชัดสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ก็ละคลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้จริง ผู้ที่เข้าใจผิดว่า รู้สภาพธรรมแล้วย่อมไม่เข้าใจความหมายของพระสูตรนี้ ทำไมพระผู้มีพระภาคจึงตรัสแล้วตรัสอีกว่า จักษุ จักษุวิญญาณ รูปารมณ์ไม่เที่ยง? เพื่อทรงโอวาทให้สาวกเจริญสติ เพื่อวันหนึ่งจะได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ก. ดิฉันรู้สึกว่ายากที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของได้ยินและเสียง ถ้าไม่พยายามแล้วจะรู้ได้อย่างไร ในตอนแรก ๆ นั้นไม่ต้องรู้ว่าได้ยินกับเสียงต่างกันจะไม่ดีกว่าหรือ จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของรูปที่ปรากฎทางกายทวารไม่ดีกว่าหรือ
ข. จะต้องรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมทั้งปวงที่ปรากฎทางทวารต่างๆ ไม่ควรเจาะจงเลือกระลึกรู้นามใดรูปใดทั้งสิ้น การเจาะจงไม่ใช่สัมมามัคค์ จะต้องรู้ลักษณะของได้ยินและเสียงด้วย ถ้าจะรู้แต่ได้ยินอย่างเดียวก็เหมือนกับว่าโลกนี้ไม่มีเสียงเลย ถ้าจะรู้แต่เสียงก็เสมือนว่าไม่มีนามธรรมที่รู้เสียง ถึงอย่างไรก็ย่อมไม่สามารถจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมได้อย่างรวดเร็ว แม้วิปัสสนาญาณแรก คือ นามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณที่รู้ชัดในลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม และรูปธรรมโดยสภาพที่ไม่ใช่ตัวตน) ก็จะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่ได้เจริญ (เหตุคือ) สติที่สมควร (แก่ผลคือญาณนั้น) แล้ว
สำหรับคุณเองนั้น คุณคิดว่าเจริญสติมั่นคงแล้วหรือ รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมต่างๆ ที่ปรากฏทางทวารต่างๆ แล้วหรือ ไม่สับสนว่าอารมณ์ใดปรากฎทางทวารไหนหรือ?
ก. ไม่ถึงขั้นนั้นแน่
ข. จะมีความรู้ชัดในสภาพธรรมได้อย่างไร เมื่อยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารต่างๆ
การใคร่ครวญเหตุผลเหล่านี้จะทำให้รู้ตัวว่ารู้น้อยแค่ไหน คนที่หลงเข้าใจว่ารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ก็เจริญปัญญาไม่ได้ แต่เมื่อรู้ตัวว่ารู้น้อยแค่ไหนก็ย่อมจะอบรมปัญญาให้เจริญขึ้นได้
เมื่ออบรมปัญญาก็จะเริ่มเห็นความต่างกันของความรู้ขั้นปริยัติ กับการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม จะรู้ว่าการมีสติเพียงบางขณะนั้นไม่พอ จะต้องเจริญสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเนืองๆ อีกมากมายนักกว่าจะชินกับลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลาย และรู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมยิ่งขึ้น จะรู้ว่าการเจริญสติปัฏฐานมีประโยนย์ยิ่งเพียงใด การเจริญมัคค์มีองค์ 8 เป็นทางเดียวที่จะรู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
ก. สติเกิดบ่อยๆ แต่ทำอย่างไรจึงจะให้สัมมาวายามะเจริญขึ้น จะได้เป็นผู้ไม่ละเลย
ข. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมว่า ควรเร่งรีบเจริญสติปัฏฐาน พระองค์ทรงโอวาทให้สาวกเจริญสติไม่ว่าจะอยู่ ณ สถานที่ใด เวลาใด พระองค์ทรงแสดงความทุกข์ของอดีตชาติ ปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ ถ้าผู้นั้นยังมิได้กระทำให้ถึงที่สุดแห่งภพชาติ
ในขุททกนิกาย ทุกนิบาต วรรคที่ 5 วัชชิตเถรคาถามีข้อความว่า ท่านพระวัชชิตบรรลุอรหัตต์แล้วกล่าวว่า
เมื่อเรายังเป็นปุถุชนมืดมนอยู่
ไม่เห็นอริยสัจ
จึงได้ท่องเที่ยววนเวียนไปมา
อยู่ในคติทั้งหลายตลอดกาลนาน
บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
กำจัดสงสารได้แล้ว
คติทั้งปวงเราก็ตัดขาดแล้ว
บัดนี้ภพใหม่มิได้มี
เราไม่รู้ว่าเราจะอยู่ในโลกนี้อีกนานสักเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าชาติหน้านั้นจะเจริญวิปัสสนาได้หรือไม่ เมื่อศึกษาพระธรรมเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และภัยของการเกิด ก็จะทำให้ไม่ละเลยที่จะเจริญสติเท่าที่จะกระทำได้ เมื่อรู้ว่าควรเร่งรีบจะเจริญสติ สัมมาวายามะก็จะเจริญขึ้น ไม่ต้องคิดว่าจะตั้งใจพยายาม สัมมาวายามะเป็นองค์มัคค์ประจำในมัคค์มีองค์ ๘ ทำให้สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมอยู่เนืองๆ ไม่รีรอ สภาพธรรมเช่น การเห็น สี ได้ยิน คิดนึก เป็นต้น ปรากฎนับไม่ถ้วนตลอดวัน แต่สติไม่ระลึกรู้ ถ้าสติไม่ระลึกรู้เดี๋ยวนี้แล้ว เมื่อไหร่จึงจะประจักษ์สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงเล่า
ก. คุณกล่าวว่า การคิดถึงภัยของการเกิดจะทำให้ไม่ละเลยการเจริญสติ ดิฉันสงสัยว่าความกลัวนรกจะเป็นประโยชน์บ้างไหม
ข. พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาพระธรรมอยู่เสมอ เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเรานั้น เราจะพบว่าพระธรรมที่ได้ทรงแสดงแล้วอย่างสมบูรณ์นั้นทำให้อาจหาญ ร่าเริงในการเจริญสติ เราละเลยและหลงลืมสติบ่อยๆ แต่เมื่อศึกษาพระธรรมเรื่องการเกิดในนรก ก็ทำให้สติเกิดขึ้นระลึกได้อีก เราไม่ควรวิตกกังวลในเรื่องนรก การวิตกกังวลเป็นเรื่องอกุศล แต่เราควรรู้ว่าการเจริญวิปัสสนาและรู้แจ้งอริยสัจธรรมเท่านั้น ที่จะทำให้พ้นจากภัยของการเกิดในอบายภูมิได้ ยิ่งมีความรู้จริงว่าได้สะสมกิเลสมาแล้วมากมายเพียงใด และยังจะสะสมอยู่ ก็จะทำให้เร่งรีบเจริญมัคค์มีองค์ ๘ ยิ่งขึ้น

สัมมาสติ

ก. ถ้าไม่มีสติก็เจริญปัญญาที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงไม่ได้ มีอะไรที่เราควรทำบ้างไหมเพื่อให้เกิดสติเสียก่อน แล้วภายหลังปัญญาที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมก็จะได้เกิดขึ้น
ข. คนโดยมากคิดว่าสัมมาสติในมัคค์มีองค์ 8 เป็นอะไรอื่นที่ไม่ใช่การระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ ขณะนี้คุณกำลังนั่ง มีแข็งไหม รู้ได้ไหม
ก. รู้ได้
ข. ขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดนั้น ก็เป็นสติ คนโดยมากคิดว่าจะต้องทำอะไรพิเศษเพื่อให้เกิดสติ และคิดว่าเมื่อตั้งใจให้เกิดสติแล้ว ก็จะรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้
สัมมาสติ การระลึกชอบเป็นองค์หนึ่งในมัคค์มีองค์ 8 เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีสัมมาสติด้วย สัมมาสติต้องเกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ
ก. แต่ก็ต้องเจริญสติด้วย เราไม่ต้องทำอะไรพิเศษ และเว้นไม่ทำอะไรตามปรกติเพื่อให้มีสติมากขึ้นหรือ
ข. การศึกษาธรรม การพิจารณาธรรม การศึกษาเรื่องข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง การรู้คุณเอนกประการของสติเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดสติ เมื่อทราบว่าสติเป็นอนัตตา เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและรู้จากการปฏิบัติด้วยตัวเองว่า ตั้งใจให้สติเกิดไม่ได้ เราก็จะเลิกทำสิ่งที่เราคิดว่าจะต้องทำขึ้นพิเศษเพื่อให้มีสติมากๆ
ก. จริง เมื่อนั่งเฉยๆ ที่บ้านและพยายามให้เกิดสติ สติก็ไม่เกิด
ข. คนที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง รู้ว่าจุดประสงค์ของการเจริญวิปัสสนานั้น เพื่อรู้จักตัวเองและชีวิตประจำวัน เขาจึงไม่ทำอะไรที่ผิดปรกติขึ้นเพื่อจะให้เกิดสติมากๆ เขาจะไม่ฝืนนั่งนานๆ และคอยให้สติเกิด การนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยเป็นปรกติของคุณหรือเปล่า
ก. ไม่ใช่ ธรรมดาดิฉันก็อ่านหนังสือบ้าง เขียนหนังสือบ้าง ยืน เดิน แล้วก็ทำอะไร ๆ
ข. เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าคุณใคร่จะรู้ชีวิตประจำวันของคุณ คุณควรจะฝืนทำอะไรที่ผิดปรกติหรือไม่
ก. ไม่ควร ดิฉันเห็นแล้วว่า ถ้าทำสิ่งที่เคยทำเป็นปรกติตามที่ได้สะสมมาก็จะรู้จักตัวเองดีขึ้น แต่สติก็มีประเดี๋ยวเดียว จะรู้สภาพธรรมได้อย่างไร
ข. ขณะของสติสั้นมาก เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปพร้อมกับจิต สติไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน สติเกิดแล้วก็ดับ แต่ก็เกิดอีกเมื่อมีเหตุปัจจัย ฉะนั้นการรู้ลักษณะของนามธรรมรูปธรรมจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ถ้าคุณไม่รู้ว่าสติเป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และไปพยายามจงใจให้เกิดสติ คุณก็ยึดถือว่าสติเป็นตัวตนและปัญญาก็เจริญไม่ได้
ก. ดิฉันสังเกตว่าเวลาทำกุศล สติเกิดบ่อยๆ การทำกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดสติใช่ไหม
ข. ความเห็นถูกเป็นปัจจัยของสัมมาสติในมัคค์มีองค์ 8 กุศลกรรมเป็นประโยชน์ แต่ไม่ควรคิดว่าสติเกิดไม่ได้เมื่อมีอกุศลจิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่าควรรู้สภาพธรรมทุกอย่าง การเจริญสติไม่ควรจำกัดเวลาและสถานที่
ก. แต่ว่าคนที่เริ่มเจริญสติ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เฉพาะหรือ
ข. ประการสำคัญก็คือการเข้าใจที่ถูกต้อง การเจริญวิปัสสนาจะทำให้รู้ชัดในโลก ๖ โลก คือโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราจะต้องพิจารณาให้รู้ความต่างกันของโลกทั้ง ๖ โลก เพื่อให้รู้สัจจธรรม มีโลก ๖ โลกนี้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฉะนั้นจึงควรระลึกรู้สภาพนามธรรมและรูปธรรมทั้ง ๖ โลก เพื่อให้รู้ความจริง
ก. ในตอนแรกๆ ก็มีสติเพียงเล็กๆ น้อยๆ และก็จะเกิดท้อถอยเพราะคิดว่าจะไม่เกิดผลอะไรเลย ถ้าเช่นนั้นไปอยู่ในที่เงียบๆ อย่างที่สำนักปฏิบัติ จะไม่ดีกว่าหรือ
ข. พอเริ่มเจริญวิปัสสนา ก็ใคร่จะได้ผลอย่างรวดเร็วเหลือเกิน อยากประจักษ์สภาพของนามธรรมและรูปธรรมตามความเเป็นจริง อยากละกิเลสให้หมดโดยรวดเร็ว เมื่อคร่ำเคร่งเพียรบังคับสติจึงไม่ใช่สัมมามัคค์ คนที่ปฏิบัติผิดไม่ได้เจริญสัมมาสติและปัญญาก็เจริญไม่ได้
คนที่ไม่ได้เจริญสติระลึกรู้สภาพธรรมในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ได้เจริญมัคค์มีองค์ ๘ บางคนก็กล่าวว่า เวลาเจริญวิปัสสนาเขาแยกตัวออกจากชีวิตปรกติประจำวัน เขาเรียกชีวิตที่หลงลืมสติว่าชีวิตปรกติประจำวัน และชีวิตที่มีสติว่าชีวิตกรรมฐาน การที่เขาแยกการเจริญสติออก และถือว่าเป็นส่วนต่างหากจากชีวิตประจำวัน ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เจริญมัคค์มีองค์ ๘
บางคนก็ยากที่จะเข้าใจว่าการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้น คือ การรู้ชีวิตประจำวัน มัคค์มีองค์ ๘ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความเห็นถูกมากขึ้นก็จะรู้ชัดว่าทางสายกลางนั้นคืออะไร จะรู้ว่าไม่มีตัวตนที่สามารถจะสร้างปัญญาให้เกิดได้อย่างรวดเร็ว การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทานั้นไม่ใช่ฝืนทำสิ่งที่ไม่ได้สะสมมา ถ้าไม่ได้สะสมมาที่จะอยู่โดดเดี่ยว ก็แสดงว่าการอยู่โดดเดี่ยวนั้นไม่ใช่ชีวิตจริงของเรา ฉะนั้นจึงไม่ควรฝืนอยู่อย่างนั้นเพราะไปเข้าใจว่าปัญญาจะเกิดขึ้น
ก. ดิฉันยังคิดว่ามีหลายอย่างที่ไม่เป็นสัปปายะของการเจริญสติ และควรจะละเว้น เช่น การอ่านหนังสือเริงรมย์ ถ้าอ่านหนังสือที่ไม่ใช่เรื่องธรรม และหนังสือที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การปรับปรุงแก้ไขสังคม ก็ไม่ใช่กุศล เราไม่ควรงดอ่านหนังสือประเภทนั้นเพื่อให้สติเกิดมากๆ หรือ
ข. เวลาอ่านหนังสือที่ไม่ใช่กุศล ก็แสดงว่ามีการสะสมมาที่ทำให้อ่าน การคิดว่าจะงดอ่านเพื่อให้สติเกิดขึ้นนั้นก็ผิด การทำอย่างนั้นจะไม่ทำให้รู้จักตัวเอง และจะหลงคิดว่าไม่มีอกุศลจิตอีกแล้ว ขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่ปรากฏในขณะที่อ่านนั้น เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางที่ทำให้รู้จักตัวเองดีขึ้น อาจจะระลึกรู้ว่า การเห็นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง การรู้ความหมายของคำที่อ่านนั้นก็เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเพลินไปในเรื่องที่อ่านนั้นก็เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเพลินไปในเรื่องที่อ่านและเกิดความชอบหรือไม่ชอบ สภาพธรรมนั้นๆ ก็เป็นนามธรรมแต่ละประเภท ขณะที่อ่านหนังสือ มีนามธรรมและรูปธรรมหลายชนิดปรากฏ ถ้าสติไม่เกิดในขณะนั้นก็มีความยึดถือว่าเป็นตัวตนที่อ่านหนังสือ
ถ้าเราสะสมมาในเรื่องดนตรีหรือเขียนภาพ ก็ไม่ต้องเว้นเวลาเล่นดนตรีหรือเขียนภาพ ก็มีนามธรรมและรูปธรรมปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ทำไมจะระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเหล่านั้นไม่ได้ เมื่อระลึกรู้ก็จะระลึกชัดว่า ตลอดชีวิตของเรานั้นไม่มีอะไรนอกจากนามธรรมและรูปธรรม ไม่ต้องไปแสวงหานามธรรมและรูปธรรมในที่โดดเดี่ยว นามธรรมและรูปธรรมมีปรากฎแล้ว
ก. แต่ว่า ถ้าเราอ่านหนังที่ไม่มีประโยชน์หรือดื่มเหล้าแล้ว จะไม่ขัดขวางการเจริญสติหรือ? ดิฉันสงสัยว่าเป็นทางสายกลางหรือไม่ รู้สึกว่าอกุศลจะเพิ่มมากกว่าจะลด
ข. เวลามีสติก็เป็นกุศลจิตแทนอกุศลจิต อกุศลจิตย่อมเกิดขึ้นแต่สติก็ระลึกรู้ลักษณะของอกุศลจิต สติจะยับยั้งอกุศลกรรมบถทางกาย วาจา ใจ ถ้าสติเกิดบ่อยๆ ปัจจัยของอกุศลจิตก็น้อยลง เราจะได้รู้ตนเองว่าเป็นจริงเช่นนี้หรือไม่ เราจะรู้ว่าการเจริญสติแม้ชั่วขณะเดียว เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็มีประโยชน์มาก และมีผลมาก
คนที่เจริญปัญญาถึงขั้นที่รู้ชัดในลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมตามความเป็นจริงนั้น ย่อมสามารถจะบรรลุอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลได้ แม้ในขณะหลังจากระลึกรู้ลักษณะของอกุศลจิต ปัญญาที่คมกล้านั้นสามารถประจักษ์ลักษณะที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของนามธรรมและรูปธรรมได้ ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ ปัญญาเจริญขึ้นในชีวิตประจำวัน และการรู้แจ้งอริยสัจธรรมนั้นก็เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
เมื่อได้รู้ด้วยตนเองว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องมัชฉิมาปฏิปทาเป็นหนทางเดียวจริงๆ ที่จะนำไปสู่ที่ดับกิเลส ความเลื่อมใสในพระธรรมก็จะมั่นคงขึ้นทุกที เราไม่ควรกลัวการเจริญสติในชีวิตประจำวัน แล้วเราก็จะรู้จักตัวเองยิ่งขึ้น และในที่สุดก็จะหมดความสงสัยในสิ่งที่เรายึดถือเป็นตัวตน ว่าเป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น
ก. สติต้องอบรมเจริญในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อคิดถึงวันเวลาที่ผ่านไปและรู้ว่าสติเกิดน้อยเพียงใดแล้ว ก็อดเสียดายเวลาที่เสียไปไม่ได้ ดิฉันรู้ว่าการเสียดายเป็นอกุศล แต่ก็จะทำอย่างไรได้
ข. คนอยากมีสติมาก ๆ แต่เขาไม่รู้ว่าเขาต้องการสติเพื่ออะไร จุดประสงค์มิใช่การมีสติโดยไม่มีความรู้อะไร แต่จุดประสงค์คือการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง รู้ว่าสภาพสังขารธรรมไม่เที่ยงเป็นอนัตตา เราจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้อย่างไร? จะรู้ได้ก็ด้วยการมีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้
ถ้าสภาพธรรมขณะนี้เป็นความเสียดาย ก็ควรระลึกรู้ว่า ลักษณะนั้นเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ความเสียดายลดคลายลงและสติเพิ่มขึ้นแทน คุณจะรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเกิด เพราะเหตุปัจจัยและไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเสียดาย ถ้าไม่ระลึกรู้ว่าความเสียดายเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ก็จะเป็นตัวตนที่เสียดายที่หลงลืมสติและที่ติดข้องในสติ
ก. สติต้องรู้อารมณ์เสมอหรือ? ได้ยินบางคนบอกว่าเวลาที่มีสติมาก ๆ แล้วไม่รู้อะไร มีแต่ความนิ่งเฉยและความสงบ
ข. สติต้องรู้อารมณ์ สติเป็นโสภณเจตสิกที่เกิดกับโสภณจิต จิตทุกดวงต้องรู้อารมณ์ และเจตสิกเหล่าใดที่เกิดกับจิตดวงใดก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตดวงนั้น สติในสมถภาวนาก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตที่จดจ่อที่อารมณ์สมถกรรมฐาน สติในการเจริญวิปัสสนาก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตที่เกิดร่วมกัน คือ รู้ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรม
คนโดยมากอยากจะมีความนิ่งเฉยและความสงบ ที่เขาต้องการความนิ่งเฉยและความสงบนั้นเพื่ออะไร เขาคิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการเจริญปัญญาหรือ? ส่วนลึกของใจนั้น เขาไม่ต้องการรู้จักตัวเอง เขาเพียงแต่ต้องการความสงบเท่านั้น วิปัสสนาภาวนาไม่ใช่สมถภาวนา วิปัสสนาเป็นญาณ ญาณเป็นปัญญา วิปัสสนาเป็นปัญญาประเภทหนึ่ง คือ เป็นปัญญาที่รู้สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
ก. พระผู้มีพระภาคตรัสให้เจริญสติทุกขณะ แม้ก่อนหลับก็ควรเจริญสติ ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค สติปัฎฐานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลายอีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้กระทำสัมปชัญญะในการก้าวไปและถอยกลับ ในการแลไปข้างหน้าและเหลียวซ้ายเหลียวขวา ในการคู้อวัยวะเข้าและเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฎิ บาตร และจีวร ในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ ในเวลาเดิน ยืน นั่ง นอน หลับ ตื่น พูด นิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย………"
ดิฉันไม่เข้าใจว่าเวลาหลับจะมีสติได้อย่างไร เวลาฝันก็เป็นกุศลจิตได้ แต่ส่วนมากก็เป็นอกุศลจิต เวลาหลับสนิท ไม่ฝันก็เป็นภวังคจิต (จิตที่เกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ) ซึ่งไม่รู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖
ข. ถ้าเจริญอบรมสติอยู่เสมอ สติก็เกิดก่อนหลับได้ ถ้าสติไม่เกิดก็อาจจะเป็นโลภะ เมื่อพอใจที่ได้นอนสบาย ๆ หรืออาจจะกังวลเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้นแล้วก็เกิดโทสะ ถ้าเราไม่ระลึกรู้ลักษณะของโลภะ โทสะ และนามธรรมและรูปธรรมอื่น ๆ เราก็จะหลับไปด้วยอกุศลจิต ถ้าสติเกิดก่อนหลับก็เป็นปัจจัยให้สติเกิดทันที่ที่ตื่นขึ้นก็ได้
เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ถ้าเราเจริญสติเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน ก็มีปัจจัยให้สติเกิดก่อนจะสิ้นชีวิตได้ จิตที่เกิดก่อนขณะจุติ (ตาย) เป็นปัจจัยของปฏิสนธิจิตในชาติต่อไป เราควรเจริญสติแม้ในขณะก่อนจะหลับ
ก. พระผู้มีพระภาคตรัสว่าควรเจริญสติในขณะพูดและนิ่ง ดิฉันรู้สึกว่า เวลาพูดกับใคร ๆ เจริญสติยากมาก
ข. คุณคิดว่าคุณเจริญสติไม่ได้ เพราะคุณยังเชื่อว่าการเจริญสติจะต้องทำอะไรขึ้นเป็นพิเศษ เวลาเดินสติเกิดได้ไหม?
ก. เกิดได้ เช่น มีลักษณะที่แข็ง ไหว หรือ ตึง ปรากฏให้รู้ได้
ข. เวลาพูด ไม่มีสภาพที่แข็ง หรือ สภาพที่เคลื่อนไหวหรือ?
ก. มี
ข. เวลาพูด มีได้ยิน มีเห็น ด้วยหรือเปล่า ต้องหยุดพูดเสียก่อนหรือ จึงจะรู้ว่ามีเสียง
ก. ไม่ต้อง กำลังพูดก็รู้ได้
ข. ขณะที่กำลังพูด ระลึกรู้ไม่ได้หรือว่าเสียงก็เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง เวลาพูดมีสภาพธรรมหลายชนิดเกิดขึ้นปรากฏในขณะต่าง ๆ กัน ไม่ต้องหยุดพูดก็ระลึกรู้ได้ การพูดนั้นเกิดขึ้นเพราะอกุศลจิตบ้างกุศลจิตบ้าง ทำไมจึงจะระลึกรู้สภาพของจิตเหล่านั้นไม่ได้ เวลาพูดเรื่องอกุศล เวลาหัวเราะและเบิกบานใจ เราอาจจะคิดว่าระลึกรู้สภาพธรรมในขณะนั้นไม่ได้ แต่สภาพธรรมทั้งหลายก็เป็นนามธรรมและรูปธรรมนั่นเอง สติระลึกรู้ไม่ได้หรือ?
เวลาอยู่ที่ทำงาน คุณโทรศัพท์บ่อยไหม คุณมีสติเวลายกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดบ้างหรือเปล่า
ก. เวลากริ่งโทรศัพท์ดัง ดิฉันก็ยกหูโทรศัพท์ แล้วก็มีอะไรต่ออะไรตั้งหลายอย่าง เจริญสติในที่ทำงานยาก
ข. ไม่มีสภาพธรรมปรากฏทางทวารทั้ง ๖ เลยหรือ คุณระลึกรู้สภาพธรรมตลอดเวลาไม่ได้ แต่คุณจะเริ่มชินกับการมีสติทีละเล็กละน้อย ถึงแม้ว่าจะอยู่ในที่ทำงานก็ตาม คุณอาจจะรู้สึกตัวขณะที่ยกหูโทรศัพท์และเริ่มพูด แล้วก็อาจจะเพลินไปในเรื่องที่จะพูดและหลงลืมสติไป แต่ถ้าคุณจะมีสติบ้างเป็นครั้งคราวก็จะเป็นปัจจัยให้สติมั่นคงขึ้น
ก. บางคนคิดว่าเมื่อสติยังไม่มั่นคง ก็จะต้องอยู่ลำพังคนเดียว เพื่อเจริญสติ ถูกไหม
ข. ขณะที่มีสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรมนั้น ก็เป็นการอยู่ลำพังกับลักษณะของสภาพธรรมนั้นแล้ว ขณะนั้นลักษณะของสภาพธรรมนั้นเท่านั้นที่ปรากฏชัด การอยู่ผู้เดียวในการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องสถานที่ ถึงแม้ว่าจะอยู่กับคนมาก ๆ ก็ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้ เราไม่ต้องหยุดกระทำกิจประจำวันเพื่อเจริญสติ เพราะสภาพธรรมทุกชนิดที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเป็นสติปัฎฐานได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่กับคนมาก ๆ ก็เป็นการอยู่ลำพังกับนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในขณะนั้นได้ ซึ่งถ้าเราจะไปอยู่ในที่โดดเดี่ยวเพื่อเจริญสติ ก็อาจจะไม่ได้อยู่ลำพังกับนามธรรมและรูปธรรมก็ได้ เราอาจจะอยู่กับความปรารถนานามธรรมและรูปธรรม
ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค มิคชาลสูตรที่ ๑ มีข้อความว่า พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ผู้มีปรกติอยู่ผู้เดียว ผู้มีปรกติอยู่ผู้เดียวฉะนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้าภิกษุจึงชื่อว่ามีปรกติอยู่ผู้เดียว และด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่าอยู่ด้วยเพื่อน ๒"
พ. ดูกรมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ เมื่อเธอยินดีกล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้าก็มีความเกี่ยวข้อง ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลินเพลินแล มีความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า ผู้มีปรกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒ …………ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลมแต่ชนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็เรียกว่ามีปรกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน ๒ เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปรกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒
ดูกรมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ถ้าภิกษุไม่ยินดี……….ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปรกติอยู่ผู้เดียว ฯลฯ
………ดูกร มิคชาละ ภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ในที่สุดบ้านก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่ามีปรกติอยู่ผู้เดียว…………ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะตัณหาซึ่งเป็นเพื่อน ๒ เธอละได้แล้ว เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่ามีปรกติอยู่ผู้เดียว"

สัมมาสมาธิ

ก. จุดประสงค์ของการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้นมิใช่เพื่อความสงบ แต่เพื่อปัญญา แต่มัคค์มีองค์ ๘ นั้นไม่มีความสงบด้วยหรือ? ได้ทราบว่า สัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นชอบก็เป็นมัคค์องค์ ๑ ในมัคค์มีองค์ ๘ ด้วย
ข. สัมมาสมาธิเป็นเจตสิก (นามธรรมที่เกิดร่วมกับจิต) เป็นเอกัคคตาเจตสิก (เจตสิกที่ตั่งมั่นในอารมณ์) เอกัคคตาเจตสิกหรือสมาธินั้นเกิดร่วมกับจิตทุกดวง กิจของเอกัคคตาเจตสิกคือตั้งมั่นในอารมณ์ จิตทุกดวงรู้อารมณ์ได้ทีละอารมณ์เดียวเท่านั้น สัมมาสมาธิในสมถภาวนา เป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่เป็นสมถกรรมฐานเพื่อให้เกิดความสงบ สัมมาสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ เกิดร่วมกับสัมมาทิฎฐิและสัมมาสติ ซึ่งมีลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอารมณ์
ก. คุณบอกว่า กิจของสัมมาสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ คือตั้งมั่นในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ของสติในขณะนั้น รู้สึกว่าจะต้องจดจ้องที่สภาพของนามธรรมและรูปธรรมนานเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เจริญสติในขณะทำกิจการงานตามปรกติประจำวันไม่ได้
ข. การตั้งมั่นในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏ ไม่ใช่การจดจ้องอยู่นาน ๆ อย่างในการเจริญสมถภาวนา สัมมาสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ เกิดร่วมกับจิตที่รู้ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรม แล้วก็ดับไปพร้อมกับจิตดวงนั้น สัมมาสมาธิในการเจริญวิปัสสนาเป็นขณิกสมาธิ (สมาธิเป็นขณะ ๆ) การเจริญวิปัสสนาไม่ใช่พยายามจดจ้องสภาพธรรมที่ปรากฏนาน ๆ จุดประสงค์ของการเจริญวิปัสสนานั้นไม่ใช่เพื่อการติดข้อง แต่เพื่อการละคลายด้วยการเจริญปัญญา
สมาธิในการเจริญวิปัสสนาไม่เป็นอุปสรรคต่อกิจการงานในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น ในขณะที่พูดกับคนอื่น ก็มีนามธรรมและรูปธรรมปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำไมจะระลึกรู้สภาพธรรมเหล่านั้นไม่ได้? สติไม่ทำให้เราต้องหยุดพูดเมื่อลักษณะของนามธรรมใด และรูปธรรมใดปรากฏ สติก็ระลึกรู้ได้ในขณะนั้น ซึ่งจะทำให้ลักษณะของอารมณ์นั้นปรากฏชัดขึ้น
ก. จะทำอย่างไร จึงจะตั้งมั่นในนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในขณะนี้ได้มากขึ้น มีสติในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังไม่มีความรู้ชัดในลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ ดิฉันสังเกตว่ามีสติ แต่ไม่รู้ลักษณะของอารมณ์ เป็นความจริงหรือไม่
ข. ขณะที่กำลังเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะมีความรู้ ลักษณะของสภาพธรรมทุกขณะที่มีสติ และความรู้ก็มีหลายขั้นด้วย ในตอนแรก ๆ ความรู้ยังไม่ชัดแจ้ง แต่ก็จะเจริญขึ้นเมื่อมีสติบ่อยขึ้นและเริ่มชินกับลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรม เมื่อสติเจริญขึ้น ความรู้ลักษณะของสภาพธรรมก็จะชัดเจนขึ้น
การเจริญวิปัสสนาไม่ต้องทำอะไรผิดปรกติเพื่อให้จิตตั้งมั่นในสภาพธรรมที่ปรากฏ ขณะใดที่มีสัมมาสติในมัคค์มีองค์ ๘ ขณะนั้นก็มีสัมมาสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ ด้วย
ก. บางคนก็บอกว่า ต้องเจริญสมถภาวนาให้เป็นพื้นเสียก่อนแล้ว จึงจะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ เขาคิดว่าสมาธิที่เกิดจากการเจริญสมถภาวนานั้น เป็นสัมมาสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ ได้
ข. จุดประสงค์ของการเจริญสมถภาวนานั้นเพื่อให้จิตสงบ ระงับโลภะ โทสะ โมหะ ชั่วคราว การเจริญสมถภาวนาก็มีสติและปัญญาด้วย ผู้ที่ใคร่จะเจริญฌานจิตก็ต้องรู้ปัจจัยที่จะให้บรรลุฌาน ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคของการบรรลุฌาน ต้องรู้สภาพของจิตว่าประกอบด้วยองค์ของฌาน ถึงขั้นที่จะบรรลุเป็นฌานจิตแล้วหรือยัง จะต้องปลอบจิตในสมัยที่ควรปลอบโดยนัยต่าง ๆ ฉะนั้นการเจริญสมถภาวนาจึงต้องมีทั้งสติและปัญญา แต่เป็นสติและปัญญาต่างขั้นกับการเจริญวิปัสสนา การเจริญสมถภาวนาไม่ทำให้ละความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนาเท่านั้น ที่ทำให้ละคลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้
จุดประสงค์ในการเจริญวิปัสสนาแม้ในเบื้องต้นนั้นก็คือ การอบรมเจริญปัญญาที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ถ้าคิดว่าต้องเจริญสมถภาวนาก่อนเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เกิดสติมาก ๆ สัมมาทิฎฐิในมัคค์มีองค์ ๘ ก็เกิดไม่ได้ อย่าลืมว่าสัมมาสติและสัมมาสมาธินั้นจะต้องเกิดร่วมกับสัมมาทิฎฐิ จึงจะเป็นองค์ของมัคค์มีองค์ ๘
ก. คนที่ประสาทไม่ดีเจริญสมถภาวนาให้จิตสงบเสียก่อนแล้ว จึงจะเจริญวิปัสสนา จะไม่ดีกว่าหรือ
ข. คนที่เจริญสมถภาวนา เพราะมีอุปนิสัยสะสมมาให้เป็นผู้มีปรกติเจริญสมถะ ต่างกับคนที่เจริญสมถภาวนาเพราะคิดว่าต้องเจริญสมถภาวนา เพื่อให้มีสติมาก ๆ ก่อน แล้วจึงจะเจริญวิปัสสนาได้
ถ้าคนที่ประสาทไม่ดีจะศึกษาพระธรรม และประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมแล้ว ก็จะเข้าใจชีวิตยิ่งขึ้น ความเข้าใจชีวิตจะมีประโยชน์เกื้อกูลเขามากทีเดียว
ก. มีบางคนบอกว่า คนที่จิตใจฟุ้งซ่านไม่ควรศึกษาธรรม เพราะจะทำให้สับสนฟุ้งซ่านมากขึ้น ควรจะปฏิบัติเท่านั้น ไม่ต้องศึกษา
ข. เราเข้าใจสับสนก่อนจะได้ศึกษาธรรม เราเกิดมาเพราะอวิชชา เพราะอวิชานั่นเองที่เป็นปัจจัยให้เกิด เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีโลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดจากการรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เราไม่รู้สภาพธรรมเหล่านั้นตามความเป็นจริง เราจึงมีอวิชชา
เมื่อศึกษาและพิจารณาธรรมก็จะเริ่มเข้าใจชีวิตถูกต้องขึ้น ความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นจะทำให้เราสับสนได้อย่างไร ถ้าเราจะเจริญวิปัสสนาโดยไม่ศึกษาให้เข้าใจ เราก็จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกและอะไรเป็นข้อปฏิบัติที่ผิด เราอาจจะปนวิปัสสนากับสมถะ เราอาจจะคิดว่าเราต้องเจริญสมถะก่อนเจริญวิปัสสนา เราอาจจะคิดว่าจงใจให้สติเกิดได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะไม่รู้ลักษณะของสัมมาสติในมัคค์มีองค์ ๘ เราจะไม่รู้ว่าสติเป็นอนัตตา เราจะยึดถือสติเป็นตัวตน ผลก็คือจะยึดมั่นในตัวตนมากขึ้นแทนที่จะลดคลายลง เราอาจจะคิดว่าเรารู้สภาพธรรมและรู้การเกิดดับของสภาพธรรม แต่ความจริงนั้นเราไม่รู้อะไรเลย เราหลงเชื่อว่ารู้สัจธรรมแล้ว เราไม่ควรลืมว่าการศึกษาธรรมเป็นปัจจัยสำคัญของการเจริญมัคค์มีองค์ ๘
ก. แต่คนที่เริ่มเจริญสติปัฎฐานไม่สามารถจะตั้งมั่นในนามธรรม และรูปธรรมได้ เขาไม่ควรจะไปสู่สถานที่เฉพาะ เช่น สำนักปฏิบัติที่สงบเงียบหรือ? คนส่วนมากวุ่นวายในชีวิตประจำวันจนเจริญสติไม่ได้เลย ที่สำนักปฏิบัติเขาย่อมจะตั้งใจเจริญสติปัฎฐานและตั้งมั่นในนาม รูป ได้
ข. ความคิดที่จะไปสำนักปฎิบัติเพื่อตั้งใจเจริญสตินั้น เป็นเพราะความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน สำนักปฏิบัติมีประโยชน์ในด้านให้ความรู้ความเข้าใจธรรม แต่ไม่ควรคิดว่าต้องไปสำนักปฏิบัติเพื่อเจริญสติ ความเห็นถูกเป็นปัจจัยของการเจริญสติปัฎฐาน
ที่สำนักปฏิบัติเขาอาจจะยินดีติดข้องในความสงบ ซึ่งเป็นความยึดมั่น และอาจจะติดข้องในความสงบมากขึ้นๆ ทุกที ถ้ามีอะไรที่ไม่สงบก็เป็นปัจจัยให้เกิดโทสะ และเมื่อกลับมาเป็นชีวิตปรกติประจำวัน ก็เจริญสติไม่ได้ เพราะชีวิตประจำวันไม่สงบ
บางคนคิดว่า เขา "เข้าปฏิบัติ" เมื่ออยู่ที่สำนักปฏิบัติ และ "ออกจากปฏิบัติ" เมื่อเป็นชีวิตปรกติประจำวัน การเจริญวิปัสสนาไม่มี "เข้า" และ "ออก" ควรเจริญสติทุกเมื่อ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ก. ได้ทราบว่าคนที่เริ่มเจริญวิปัสสนาควรจะทำอะไรช้าๆ เพื่อจะได้มีสติมากๆ ควรจะรับประทานอาหารช้าๆ และเดินช้าๆ ด้วย
ข. เวลายกมือช้าๆ เพื่อให้มีสติมากๆ นั้น จิตประเภทไหนเป็นปัจจัยให้ทำอย่างนั้น มีความต้องการอะไรบ้างหรือเปล่า
ก. มี มีความต้องการสติ
ข. เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นโลภมูลจิต คุณคิดถึงสติด้วยความต้องการ คิดถึงสภาพธรรมที่ยังไม่ปรากฎ ติดข้องในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นแทนที่จะระลึกรู้สิ่งที่เกิดปรากฎแล้วในขณะนั้น คุณไม่รู้ตัวว่ากำลังต้องการสติ และเมื่อเห็นและได้ยินกำลังปรากฎ ก็ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ฉะนั้นจึงเป็นตัวตนที่ต้องการ เป็นตัวตนที่เห็นและได้ยิน อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของการเจริญวิปัสสนานั้น เพื่อละความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนให้หมดสิ้น
ขณะที่รับประทานอาหาร กิเลสย่อมเกิดเพราะยังไม่ได้ละให้หมดสิ้นไป อาจจะชอบหรือไม่ชอบอาหารที่กำลังรับประทาน แต่สติก็ระลึกรู้สภาพของนามธรรมเหล่านั้นได้ ถ้ารับประทานช้าๆ เพื่อให้มีสติมากๆ ก็เป็นการติดข้องในสติ บางคนก็บอกว่าเขา "ตั้งสติ" ขณะรับประทานอาหาร คำพูดของเขาแสดงว่ามีความต้องการสติ และมีความเห็นว่าเป็นตัวตน คนที่เดินตามแบบ (ที่ตั้งขึ้นเป็นกฎเกณฑ์) เพื่อให้มีสติมากๆ ก็โดยนัยเดียวกัน เขาต้องการสติและมีความเห็นว่าเป็นตัวตน
เราไม่ควรลืมอริยสัจธรรมที่ ๒ ซึ่งได้แก่ตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ตราบใดที่มีความต้องการนามธรรมและรูปธรรม ก็มีชาติ ความเกิด ไม่สิ้นสุดทุกข์ เมื่อต้องการจะเจริญวิปัสสนา และปรารถนาผล ก็ลืมอริยสัจธรรมประการที่ ๒ เช่น พอเจริญสติไม่เท่าไหร่ ก็อยากจะรู้สภาพที่ต่างกันของการเห็นกับสี (สิ่งที่ปรากฏทางตา) การได้ยิน กับเสียง อยากจะประจักษ์การเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรม เป็นต้น ถ้ายังติดข้องใคร่จะได้ญาณต่างๆ ก็ไม่มีทางรู้แจ้งสัจธรรม การเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้นต้องเจริญนาน ที่จะละคลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนได้นั้น ปัญญาจะต้องรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทั้งปวงที่ปรากฎ ปัญญาจะเจริญขึ้นได้ก็ด้วยการระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมจนกว่าจะรู้ชัด
ก. เวลามีสติมากๆ ก็สงบมากด้วย รู้สึกพอใจความสงบ ไม่ค่อยจะได้เจริญปัญญาให้คมกล้าขึ้น
ข. เวลามีสติก็ขจัดอกุศลขณะนั้นออกไป และมีความสงบฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าในการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้น ก็มีความสงบด้วย เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม ต่างกับเอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับโลภมูลจิตซึ่งเป็นสภาพธรรที่ไม่สงบ
มีความสงบหลายขั้น เมื่อบรรลุอริยสัจธรรมเป็นพระอรหันต์ ก็ขจัดกิเลสได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉทตลอดไป ฉะนั้นนิพพานจึงเป็นความสงบที่แท้จริง
ถ้ายินดีในความสงบ ในขณะที่มีสติก็ควรรู้ว่าความยินดีนั้น ก็เป็นเพียงนามธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าไม่ระลึกรู้เช่นนั้นก็มีความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนอีก จะเห็นได้ว่ากิเลสเหนียวแน่นเพียงใด ขณะใดที่หลงลืมสติก็เป็นตัวตนที่เสียดายว่าหลงลืมสติไปแล้ว และเมื่อมีสติบ่อยขึ้นก็เป็นตัวตนที่ดีใจว่าเป็นสติ ฉะนั้นการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมทั้งปวงที่ปรากฎ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ละคลายการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายได้
ถ้าดีใจที่มีสติมากขึ้นก็ไม่ควรคิดว่าบรรลุธรรมแล้ว ควรเจริญปัญญาให้รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมชัดแจ้งขึ้น ฉะนั้น สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) จึงเป็นองค์มัคค์ที่ขาดไม่ได้เลยในมัคค์มีองค์ ๘
ดังที่เราเห็นแล้วว่า สัมมาทิฎฐิและสัมมาสังกัปปะเป็นองค์ของปัญญาในมัคค์มีองค์ ๘ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เป็นองค์ของศีลในมัคค์มีองค์ ๘ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ เป็นองค์ของสมาธิในมัคค์มีองค์ ๘ เมื่อองค์มัคค์เหล่านี้เจริญขึ้น ความรู้สภาพของนามธรรมและรูปธรรมก็ชัดแจ้งขึ้น ฉะนั้นปัญญาความรู้เท่านั้นที่ละคลายการยึดมั่นนามธรรมและรูปธรรมได้
ก. ในทีฆนิกาย มหาสติปัฎฐานสูตร ดูเหมือนว่าอารมณ์ที่เป็นสมถกรรมฐานก็รวมอยู่ในมหาสติปัฎฐาน ๔ ด้วย เช่น อานาปานสติ อสุภกรรมฐาน และ กายคตาสติ ก็รวมอยู่ในกายานุปัสสนา ทำไมไม่แยกสมถกรรมฐานออกจากวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ควรให้ปะปนกัน
ข. พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมทุกประการที่มีจริงด้วยพระมหากรุณาคุณ พระองค์ทรงรู้จริตอัธยาศัยของบุคคลทั้งหลาย ฉะนั้น จึงทรงแสดงธรรมอนุเคราะห์โดยนัยประการต่างๆ พระองค์ทรงแสดงกุศลธรรมทุกประเภท การเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้นต่างกัน แต่บางกรรมฐานก็เป็นอารมณ์ได้ทั้งในการเจริญสมถภาวนา และในการเจริญวิปัสสนาภาวนา เช่น อานาปานสติ ปฏิกูลมนสิการ ก็เป็นอารมณ์ของสมถภาวนาได้ และก็เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาภาวนาด้วย
สภาพธรรมที่มีจริงเป็นอารมณ์ของสติได้ทั้งนั้น เมื่อศึกษาพระธรรม ก็จะเห็นว่ามีหลายสิ่งในโลกที่เตือนให้ระลึกถึงสภาพความจริง เช่น เราอาจจะระลึกถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง…เป็นต้น ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้สังเกตส่วนต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้บ้างเลยหรือ ทุกคนมีผม เล็บ ฟัน หนัง ไม่จริงหรือที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นปฏิกูล แปรปรวน? ทำให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงได้ เราหลงลืมสติกันเสมอ แต่ความปฏิกูลของผม เล็บ ฟัน หนัง และส่วนอื่นของร่างกาย ก็ทำให้ระลึกถึงสภาพความจริงได้ ทำให้สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น สติอาจจะระลึกรู้นามธรรมที่ใคร่ครวญธรรม แล้วสติก็ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมอื่นๆ ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะที่พิจารณาสภาพธรรมก็มีความสงบ ไม่มีโลภะ โทสะ และโมหะ เราไม่ควรติดข้องในความสงบขณะนั้น และไม่ควรตั้งใจให้สงบเพื่อให้เกิดสติมากๆ ความสงบก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าไม่ยินดีติดข้องในความสงบนั้น ก็ย่อมจะระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้นได้
อารมณ์ที่ทำให้สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฎนั้น ต่างกันตามอัธยาศัยของบุคคลที่สะสมมาต่างๆ กัน ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงธรรมทุกอย่างที่มีจริง บางคนก็มีอัธยาศัยที่จะระลึกถึงอสุภ เมื่อเห็นคนตายหรือสัตว์ตายก็ทำให้ระลึกถึงความไม่เที่ยง สำหรับบางคนนั้นการระลึกถึงอสุภ หรือความปฏิกูลของร่างกายย่อมไม่เกื้อกูล แต่มีอัธยาศัยในการระลึกถึงความตาย (มรณสติ) การคิดถึงอายุของชีวิตที่ไม่ยืนยาวทำให้ผู้นั้นละคลายโลภะ และโทสะลงได้
โลกเต็มไปด้วยสิ่งที่เตือนให้เจริญสติ ฉะนั้นจึงไม่ควรเป็นทุกข์เศร้าหมองไปกับสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ทุกสิ่งเป็นสติปัฏฐานได้ทั้งสิ้น เวลาส่องกระจกเห็นตัวเองแก่ลงก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เจริญสติ เวลาเห็นผมหงอกของตัวเองหรือของคนอื่นก็เป็นสติปัฏฐานได้ ในชีวิตประจำวันไม่มีสิ่งที่ปฏิกูลน่าเกลียดมากมายหรอกหรือ? ตัวอย่างเช่น เส้นผมในอาหาร กลิ่นปากของตัวเองและของคนอื่น เป็นต้น สิ่งเหล่านั้นเตือนให้ระลึกรู้สภาพธรรมในขณะนั้นได้ ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดในชีวิต คือการเจริญปัญญา
การระลึกถึงการอบรมสะสมของตนเอง ก็ทำให้สติระลึกรู้สภาพธรรมในขณะนั้นได้ เราอาจสำเหนียกรู้ว่า มีความยึดมั่นเหนียวแน่นที่ได้สะสมมานับชาติไม่ถ้วน เรายังใคร่จะสะสมความยึดมั่นนั้นให้พอกพูนยิ่งขึ้น หรือว่าต้องการดำเนินทางที่นำไปสู่การดับความยึดมั่น? แม้อกุศลจิตของตนเอง ก็เป็นสิ่งที่เตือนสติให้ระลึกรู้สภาพธรรมในขณะนั้นได้
ในกาลบางคราว เราก็ไม่ได้ระลึกรู้จิตใจของเราเอง แต่อาจจะระลึกรู้จิตของคนอื่น อาจจะรู้อกุศลจิตของคนอื่น เช่น ความผูกพัน ความกังวลใจ ความเขลา และความสงสัยของบุคคลอื่น และก็อาจจะรู้กุศลจิตของคนอื่น เช่น ความโอบอ้อมอารี และความกรุณาของคนอื่น จิตของบุคคลอื่นเป็นสติปัฏฐานได้ไหม? พอสติรู้ว่าการรู้จิตของบุคคลอื่นนั้นเป็นนามธรรม ขณะนั้นก็ไม่มีความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนที่รู้จิตของคนอื่น
ไม่มีสภาพธรรมใดที่ไม่อยู่ในมหาสติปัฏฐาน การเจริญมัคค์มีองค์ ๘ นั้นไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ชีวิตประจำวันของเราเป็นธรรมที่ใกล้ตัวที่สุดที่สติระลึกรู้ได้ตลอดเวลา ทุกสิ่งในโลกเป็นเครื่องเตือนให้เจริญมัคค์มีองค์ ๘ จนกว่าจะบรรลุธรรมที่ดับโลภะ โทสะ และโมหะ
ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค กุกกุฏารามสูตรที่ ๒ มีข้อความว่า ณ (กุกกุฏาราม ใกล้นคร) ปาฏลิปุตต ท่านพระภัททะเข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วถามว่า "ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า พรหมจรรย์ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ ที่สุดของพรหมจรรย์เป็นไฉนฯ"
อา. "ดีละๆ ท่านภัททะ…อริยมัคค์อันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้แล เป็นพรหมจรรย์ ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นที่สุดของพรหมจรรย์