จิตตสังเขป
โดย
สุจินต์ บริหารวนเขตต์
บทที่ ๑๑
สัมปยุตตธรรม คือ เจตสิกที่จำแนกจิตให้ต่างกัน โดยประเภทต่อไป คือ โดยสัมปยุตต์และวิปปยุตต์
คำว่า สัมปยุตตธรรม โดยทั่วไปหมายถึงเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต
แต่เมื่อกล่าวถึงจิตที่ต่างกันโดยเป็นสัมปยุตต์และวิปปยุตต์นั้นมี ๕ ประเภท
คือ เป็นอกุศลสัมปยุตต์ ๔ ประเภท เป็นโสภณสัมปยุตต์ ๑ ประเภท
อกุศลสัมปยุตต์ ๔ คือ
ทิฎฐิคตสัมปยุตต์ จิตเกิดร่วมกับทิฎฐิเจตสิก คือ ความเห็นผิด
ปฎิฆสัมปยุตต์ จิตเกิดร่วมกับโทสเจตสิก
วิจิกิจฉาสัมปยุตต์ จิตเกิดร่วมกับวิจิกิจฉาเจตสิก คือ ความสงสัยในสภาพธรรม
อุทธัจจสัมปยุตต์ จิตเกิดร่วมกับอุทธัจจเจตสิก คือ สภาพธรรมที่ไม่สงบ
โสภณสัมปยุตต์ ๑ คือ
ญาณสัมปยุตต์ จิตเกิดร่วมกับปัญญาเจตสิก
อกุศลจิต ๑๒ ดวง จำแนกโดยสัมปยุตต์
โลภมูลจิต ๘ ดวง เกิดร่วมกับทิฎฐิเจตสิก ความเห็นผิด เป็นทิฎฐิคตสัมปยุตต์ ๔ ดวง
ไม่เกิดร่วมกับความเห็นผิด เป็นทิฎฐิคตวิปปยุตต์ ๔ ดวง
โทสมูลจิต ๒ ดวง เป็นปฎิฆสัมปยุตต์ คือ เกิดร่วมกับโทสเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่หยาบกระด้างทั้ง
๒ ดวง
โมหมูลจิต ๒ ดวง เกิดร่วมกับวิจิกิจฉาเจตสิก เป็นวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ ๑ ดวง
เกิดร่วมกับอุทธัจจเจตสิก เป็นอุทธัจจสัมปยุตต์ ๑ ดวง
รวมอกุศลจิต ๑๒ ดวง เป็นสัมปยุตต์ ๘ ดวง เป็นวิปปยุตต์ ๔ ดวง
โลภมูลจิตทิฎฐิคตสัมปยุตต์ (และทิฎฐิคตวิปปยุตต์) นั้นต่างกันเป็น ๔ คือ
เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ๒ ดวง เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ๒ ดวง
โลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา (และอุเบกขาเวทนา) นั้นต่างกันเป็น ๔ คือ
เป็นอสังขาริกเกิดขึ้นโดยไม่อาศัยการชักจูง ๒ ดวง เป็นสสังขาริกเกิดขึ้นโดยอาศัยการชักจูง ๒ ดวง
รวมโลภมูลจิต ๘ ดวง คือ
โสมนสฺสสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขขาริกํ
โสมนสฺสสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขขาริกํ
โสมนสฺสสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขขาริกํ
โสมนสฺสสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตฺ ทิฎฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขขาริกํ
โทสมูลจิต ๒ ดวงนั้นเกิดร่วมกับปฎิฆะ คือ โทสเจตสิก จึงเป็นปฎิฆสัมปยุตต์ทั้ง ๒ ดวง
เพราะเมื่อโทมนัสเวทนาเกิดขึ้นนั้น ต้องมีโทสเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรมที่หยาบกระด้างประทุษร้ายเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง
ไม่เหมือนกับโสมนัสเวทนาและอุเบกขาเวทนา ซึ่งเกิดร่วมกับโลภมูลจิต หรือกุศลจิต หรือวิบากจิต หรือกิริยาจิตก็ได้
ฉะนั้น เมื่อโทสมูลจิต ๒ ดวง เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนาจึงต้องเป็นปฎิฆสัมปยุตต์ทั้ง ๒ ดวง
และโทสมูลจิตต่างกันเป็น ๒ ดวง ก็เพราะเป็นอสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่อาศัยการชักจูง ๑
และเป็นสสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยอาศัยการชักจูง ๑ ดังนั้นโทสมูลจิต ๒ ดวง คือ
โทมนสฺสสหคตํ ปฎิฆสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
โทมนสฺสสหคตํ ปฎิฆสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
โมหมูลจิตต่างกันเป็น ๒ ดวง คือ ดวงหนึ่งเป็นวิจิกิจฉาสัมปยุตต์
เกิดร่วมกับวิจิกิจฉาเจตสิก ซึ่งสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขันธ์ ธาตุ อดีต ปัจจุบัน อนาคต
เป็นต้น อีกดวงหนึ่งเป็น อุทธัจจสัมปยุตต์
โมหเจตสิก เป็นเจตสิกที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
แม้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอารมณ์ก็ไม่สามารถรู้ลักษณะที่แท้จริงของอารมณ์ที่ปรากฏได้ เช่น ในขณะที่กำลังเห็นนี้
ไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง
เมื่อไม่รู้ก็สงสัยว่าลักษณะของสภาพธรรมที่เพียงปรากฏทางตานั้นต่างกับที่เคยเข้าใจ
ว่าสิ่งที่เห็นเป็นคนหรือเป็นวัตถุสิ่งของอย่างไร ขณะใดที่สงสัยขณะนั้นเป็นโมหมูลจิต วิจิกิจฉาสัมปยุตต์
แต่ก็ไม่ใช่ว่าความสงสัยจะเกิดตลอดเวลา ขณะใดที่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
และในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ ขณะนั้นเป็นโมหมูลจิตที่เกิดร่วมกับวิกิจฉาเจตสิก
โดยปกติ เมื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้นรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายแล้ว
ถ้าขณะนั้นจิตที่เกิดต่อไปไม่เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตประเภทอื่นๆ ก็เป็นโมหมูลจิต อุทธัจจสัมปยุตต์
เพราะว่าขณะนั้นไม่ได้มีความสงสัยเกิดร่วมด้วย ไม่มีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย
ฉะนั้น จึงรู้ลักษณะของโมหมูลจิต อุทธัจจสัมปยุตต์ได้ว่า ขณะใดที่หลงลืมสติ
ขณะนั้นกำลังไม่รู้ในสภาพของอารมณ์ที่ปรากฏ และขณะที่อกุศลจิตไม่เกิดร่วมกับโลภเจตสิก หรือโทสเจตสิก
และวิจิกิจฉาเจตสิก อกุศลจิตขณะนั้นก็เป็นโมหมูลจิต อุทธัจจสัมปยุตต์ ดังนั้น โมหมูลจิต ๒ ดวง คือ
อุเปกฺขาสหคตํ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ ๑ ดวง
อุเปกฺขาสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ ๑ ดวง
รวมอกุศลจิต ๑๒ ดวง เป็นสัมปยุตต์ ๘ ดวง เป็นวิปปยุตต์ ๔ ดวง
สำหรับโสภณสัมปยุตต์ คือ ญาณสัมปยุตต์นั้น จิตขณะใดเกิดร่วมกับปัญญาเจตสิก ขณะนั้นก็เป็นญาณสัมปยุตต์
คำถามทบทวน
๑. ทิฎฐิเจตสิก เกิดกับจิตกี่ดวง
๒. ทิฎฐิเจตสิก เกิดร่วมกับเวทนาอะไร
๓. โทสเจตสิก เกิดร่วมกับเวทนาอะไร
๔. โสมนัสสเวทนา เกิดกับอกุศลจิตประเภทใด
๕. อุเบกขาเวทนา เกิดกับอกุศลจิตอะไรบ้าง
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓