จิตตสังเขป

โดย

สุจินต์ บริหารวนเขตต์

บทที่ ๑๒

จิตต่างกันโดยประเภทของสังขาร คือ เป็นอสังขาริกหรือสสังขาริก

คำว่า สังขาร ในพระไตรปิฎกมีความหมายหลายนัย คือ

สังขารธรรม ๑
สังขารขันธ์ ๑
อภิสังขาร ๑
อสังขาริก และสสังขาริก ๑

สังขารธรรม คือ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สังขารธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะที่เล็กน้อยที่สุดก็ดับไปหมดสิ้น

สังขารธรรม ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป

ปรมัตถธรรม มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ปรมัตถธรรม ๓ คือ จิต เจตสิก รูป เป็นสังขารธรรม มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ชั่วขณะที่สั้นมากแล้วก็ดับไปนิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานจึงเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดดับนิพพานเป็นวิสังขารธรรม

สังขารธรรม ๓ คือ จิต เจตสิก รูป จำแนกเป็น ขันธ์ ๕ คือ
รูปทุกรูป เป็น รูปขันธ์
เวทนาเจตสิก ๑ ดวง เป็น เวทนาขันธ์
สัญญาเจตสิก ๑ ดวง เป็น สัญญาขันธ์
เจตสิกที่เหลือ ๕๐ ดวง เป็น สังขารขันธ์
จิตทุกดวง เป็น วิญญาณขันธ์

ฉะนั้น สังขารขันธ์จึงได้แก่ เจตสิก ๔๐ ดวง เว้นเวทนาเจตสิก และสัญญาเจตสิก ส่วนสังขารธรรมได้แก่ จิตทั้งหมด ๘๙ ดวง เจตสิกทั้งหมด ๕๒ ดวง รูปทั้งหมด ๒๘ รูป

ความหมายของสังขารธรรมกว้างกว่าสังขารขันธ์ เพราะจิตเจตสิก รูป เป็นสังขารธรรม แต่เฉพาะเจตสิก ๕๐ เท่านั้นที่เป็นสังขารขันธ์ และในเจตสิก ๕๐ ดวงซึ่งเป็นสังขารขันธ์นั้นเฉพาะเจตนาเจตสิกดวงเดียวเท่านั้นที่เป็นอภิสังขาร ในปฎิจจสมุปปาท อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ ฯลฯ สังขารในปฎิจจสมุปปาท หมายถึงเจตนา เจตสิกซึ่งเป็นอภิสังขาร เป็นสภาพที่ปรุงแต่งอย่างยิ่ง คือ เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมซึ่งจะทำให้เกิดผลคือวิบากจิตและเจตสิก แม้ว่าเจตสิกอื่นๆ ก็ปรุงแต่งให้จิตเกิดขึ้น เช่น ผัสสเจตสิก ถ้าไม่มีผัสสเจตสิกซึ่งเป็นสภาพธรรมที่กระทบอารมณ์จิตเห็นก็มีไม่ได้ จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งกระทบสัมผัส จิตคิดนึกต่างๆ ก็มีไม่ได้ แต่ผัสสเจตสิกก็ไม่ใช่อภิสังขาร เพราะเพียงกระทบอารมณ์แล้วก็ดับหมดสิ้นไป

ฉะนั้น ในสังขารขันธ์ ๕๐ ดวงนั้น เฉพาะเจตนาเจตสิกดวงเดียวเท่านั้นที่เป็นอภิสังขาร คือ เป็นสภาพที่ปรุงแต่งอย่างยิ่ง โดยเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เป็นกัมมปัจจัยที่ทำให้ผล คือ วิบากจิตเกิดขึ้น

สังขารในปฎิจจสมุปปาทมี ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร ๑ อปุญญาภิสังขาร ๑ อเนญชาภิสังขาร ๑
ปุญญาภิสังขาร ได้แก่ เจตนาเจตสิกที่เกิดกับกามาวจรกุศลจิต และรูปาวจรกุศลจิต
อปุญญาภิสังขาร ได้แก่ เจตนาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิต
อเนญชาภิสังขาร ได้แก่ เจตนาเจตสิกที่เกิดกับอรูปญานกุศลจิตซึ่งเป็นกุศลที่มั่นคงไม่หวั่นไหว

กามาวจรกุศลจิตเกิดขึ้นชั่วขณะเล็กๆ น้อยๆ และหวั่นไหวง่าย เพราะเกิดขึ้นวาระหนึ่งๆ เพียงชั่ว ๗ ขณะเท่านั้น การให้ทาน การวิรัติทุจริต การเจริญกุศลอื่นๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว นอกจากนั้นอกุศลจิตก็เกิดมากมายหลายวาระทีเดียว รูปาวจรกุศลจิตเป็นกุศลญาณสัมปยุตต์ประกอบด้วยปัญญาเจตสิก เป็นจิตที่สงบถึงขั้นอัปปนาสมาธิที่มีรูปเป็นอารมณ์ จึงเป็นมหัคคกุศลที่ใกล้เคียงกับกามาวจรกุศล เพราะยังมีรูปเป็นอารมณ์ อเนญชาภิสังขารเป็นอรูปฌาน คือ เป็นปัญจมฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ จิตในขณะไม่หวั่นไหวเพราะไม่มีรูปเป็นอารมณ์จึงให้ผลอย่างไพบูลย์ คือ ทำให้อรูปฌานวิบากจิตเกิดในอรูปพรหมภูมิ ซึ่งมีอายุที่ยืนยาวมากตามกำลังของอรูปฌานกุศล การเกิดในสวรรค์เป็นสุขเพราะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ทุกข์ยาก ลำบากกายอย่างในภูมิมนุษย์และในอบายภูมิ แต่มีอายุไม่ยืนยาวเท่ารูปพรหมภูมิ และรูปพรหมภูมิก็มีอายุไม่ยืนยาวเท่ากับอรูปพรหมภูมิ เพราะอรูปพรหมภูมิเป็นผลของอรูปฌานกุศล ซึ่งเป็นอเนญชาภิสังขาร

สังขารธรรม ได้แก่จิต เจตสิก รูป

สังขารขันธ์ ได้แก่เจตสิก ๕๐ (เว้นเวทนาเจตสิก และสัญญาเจตสิก)

อภิสังขาร ได้แก่เจตนาเจตสิก ๑ ดวง (เป็นสังขารขันธ์ ๑ ในสังขารขันธ์ ๕๐ ดวง)

การจำแนกความต่างกันของจิตโดยประเภทอสังขาริกและสสังขาริกนั้นแสดงให้เห็นว่า แม้กุศลจิตหรืออกุศลจิตหรือวิบากจิต หรือกิริยาจิต ซึ่งเกิดร่วมกับเจตนาเจตสิกนั้นก็ยังต่างกันออกไปโดยประเภทที่เป็นอสังขาริกบ้าง และเป็นสสังขาริกบ้าง ในอัฎฐสาลินี จิตตุปปาทกัณฑ์ มีข้อความอธิบายว่า ชื่อว่า สสังขาร เพราะเป็นไปกับด้วยสังขาร (เครื่องชักจูง) สังขารในที่นี้หมายความถึง ชักจูงด้วยตนเอง หรือผู้อื่นชักจูงหรือสั่งให้กระทำ นี่เป็นสภาพจิตในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม บางครั้งก็เกิดขึ้นเองโดยอาศัยการสะสมมาในอดีตเป็นปัจจัยแรงกล้าที่ทำให้กุศลหรืออกุศลประเภทหนึ่งประเภทใดมีกำลังเกิดขึ้นเองไม่ต้องอาศัยการชักจูงใดๆ เลย คือ ไม่อาศัยการชักจูง แต่ว่าบ้างขณะไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตามที่เกิดขึ้นนั้นมีกำลังอ่อน เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยการชักจูงของตนเองหรือการชักจูงของบุคคลอื่นก็ได้ อกุศลและกุศลที่มีกำลังอ่อนที่อาศัยการชักจูงนั้นเป็นสสังขาริกจิต

นี่ก็แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ยังต่างกันที่บางขณะเป็นกุศลหรืออกุศลที่มีกำลังแรงเกิดขึ้นโดยมีการสะสมของตนเองเป็นปัจจัย และบางครั้งบางขณะก็เป็นกุศลหรืออกุศลที่มีกำลังอ่อนต้องอาศัยการชักจูงของตนเองหรือการชักจูงของบุคคลอื่นจึงเกิดขึ้นได้

บางครั้งอกุศลจิตมีกำลังเกิดขึ้นทันทีตามการสะสมที่พอใจหรือไม่พอใจ อารมณ์ขณะนั้น แต่บางครั้งไม่เป็นอย่างนั้นเช่น ไม่ค่อยอยากไปดูหนังหรือละคร แต่เมื่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงชวนก็ไป จิตในขณะนั้นอยากจะไปหรือเปล่า ไปดูก็ได้ไม่ดูก็ดี แต่เมื่อมีใครชวนก็ไป ถ้าลำพังคนเดียวก็ไม่ไป หรือบางครั้งก็นึกว่าหนังเรื่องนี้ก็คงจะสนุกน่าดู ก็อยากจะไปเหมือนกัน แต่ไม่ไปเพราะว่ายังไม่มีกำลังกล้าถึงกับจะไปทันที ชีวิตประจำวันจริงๆ นั้นรู้ได้ว่า ขณะใดเป็นจิตที่กำลังกล้าหรือขณะใดเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอกุศลที่เป็นโลภะ โทสะ หรือฝ่ายกุศลก็ตาม บางคนเมื่อทราบข่าวว่ามีการทอดกฐินก็อยากจะไปทันที และชักชวนคนอื่นไปด้วย แต่บางคนนั้นถึงแม้ว่าจะถูกชักชวนแล้ว แต่ถ้าคนนี้ไม่ไปคนนั้นไม่ไปก็ไม่ไปด้วย และนั้น สภาพของกุศลจิตและอกุศลจิตก็มีกำลังต่างกันตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นเป็นไปในขณะนั้นแม้ว่าจะมีเจตสิกประกอบเท่ากันก็ตาม

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอสังขาริกจิตและสสังขาริกจิต เพื่อให้เห็นความละเอียดของจิตว่า แม้เป็นจิตที่มีจำนวนเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่ากัน ไม่ต่างกันเลย แต่สภาพของจิตก็ต่างกันเป็น อสังขาริก ตามกำลังของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพื่อที่จะให้เห็นพระมหากรุณาคุณของพระผู้มีพระภาคที่ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรมโดยละเอียด ข้อความในอัฏฐสาลินี อรรถกถา ธัมมสังคีปกรณ์ จิตตุปปทากัณฑ์แสดง "อนันตะ" ความกว้างใหญ่ที่สุด ๔ อย่างว่า

ในที่นี้ท่านถือเอา "อนันตะ" ๔ อย่าง ก็อนันตะ ๔ อย่างคือ อากาศเป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑ จักรวาลเป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑ สัตตนิกาย คือ หมู่สัตว์เป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑ พุทธญาณ เป็นอนันตะไม่มีที่สุด ๑

จริงอยู่การกำหนดอากาศว่าในทิศบูรพาหรือในทิศปัจฉิมทิศอุดร ทิศทักษิณ มีเท่านั้นร้อยโยชน์หรือมีเท่านั้นพันโยชน์ย่อมไม่ได้ (ลองกำหนดอากาศทางทิศตะวันออกว่า มีเท่าไร กี่โยชน์ กี่ร้อยโยชน์ กี่พันโยชน์ ก็ไม่มีใครกำหนดได้ แม้ทิศอื่นๆ ก็โดยนัยเดียวกัน) แม้จะพึงเอาฆ้อนเหล็กไป ฆ้อนเหล็กก็พึงตกลงไปข้างล่างโดยแท้หามีที่รองรับไว้ได้ไม่ ชื่อว่าอากาศเป็นอนันตะ คือ ไม่มีที่สิ้นสุดเลยอย่างนี้

การกำหนดจักรวาลทั้งหลายว่ากี่ร้อย กี่พัน หรือกี่แสนจักรวาลย่อมไม่ได้ จริงอยู่แม้ถ้าว่าท้าวมหาพรหมทั้ง ๔ ผู้เกิดในอกนิฎฐภพ (รูปพรหมภูมิชั้นสุทธาวาสชั้นที่ ๕ ซึ่งเป็นรูปพรหมภูมิชั้นสูงที่สุด) ผู้มีความเร็วขนาดที่สามารถผ่านแสนจักรวาลไปได้ชั่วเวลาเพียงเท่าที่ลูกศรที่เร็วมากของนายขมังธนูผู้มีกำลังแข็งแรงผ่านเงาต้นตาลด้านขวาง จะพึงวิ่งมาด้วยความเร็วขนาดนั้นด้วยคิดว่าเราจักดูขอบแห่งจักรวาล ท้าวมหาพรหมเหล่านั้นไม่ทันได้เห็นขอบแห่งจักรวาลก็จะพึงปรินิพพานก่อนโดยแท้จักรวาลทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นอนันตะ ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้

ก็ประมาณแห่งสัตว์ที่อยู่ในน้ำและที่อยู่บนบกในจักรวาลทั้งหลายว่ามีประมาณเท่านี้ ย่อมไม่มี สัตว์นิกายจึงชื่อว่า อนันตะ (ไม่มีสิ้นสุด) อย่างนี้

พุทธญาณ ชื่อว่า อนันตะแท้แม้กว่าอนันตะทั้ง ๓ นั้น

อากาศก็เห็นอยู่แล้วว่าไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครสามารถจะวัดว่ากี่ร้อย กี่พัน กี่แสนโยชน์ หรือแม้จักรวาลก็ไม่มีใครสามารถจะนับได้ว่าทั้งหมดมีเท่าไร ใครอยากจะนับดาว นับจักรวาล ก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะว่าจักรวาลเป็นอนันตะไม่มีที่สิ้นสุด หรือแม้สัตว์นิกาย คือ หมู่สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในจักรวาลก็ไม่มีใครสามารถทำสถิติว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ทั้งมนุษย์ ทั้งเทพ ทั้งพรหม ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ ทั้งสัตว์ในอบาย แต่พุทธญาณชื่อว่าเป็นอนันตะ คือ ไม่มีที่สิ้นสุดแม้กว่าอนันตะทั้ง ๓ นั้น คือ บรรดาสัตว์ที่หาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ ในอากาศอันหาประมาณมิได้ อย่างนี้

(เมื่อคิดถึงสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ในจักรวาลมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว จิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นและวิจิตรต่างๆ กันมากสักเพียงไหน)

กุศลจิตที่เป็นกามาวจร สหรคตด้วยโสมนัส (เกิดพร้อมกับโสมนัสสเวทนา) เป็นญาณสัมปยุตต์ เป็นอสังขาริก (เกิดโดยไม่อาศัยการชักจูง) ย่อมเกิดแก่สัตว์หนึ่งๆ มากมายแม้สัตว์มีจำนวนมาก จิตก็เกิดขึ้นมากดวง

กุศลจิตไม่ใช่มีดวงเดียว กุศลจิตที่เกิดแม้โดยประเภทที่เป็นกามาวจรกุศลซึ่งเกิดพร้อมกับปัญญา คือ เป็นญาณสัมปยุตต์ และเป็นอสังขาริก คือ มีกำลังแรงกล้านั้นก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะดวงเดียว ต้องเป็นไปต่างๆ ตามจำนวนของสัตว์ทั้งหลายซึ่งจิตของคนหนึ่งเกิดขึ้นเพียงขณะหนึ่ง แม้จิตจะเกิดขึ้นมากตามจำนวนของสัตว์ทั้งหลาย แต่กุศลจิตแม้ทั้งปวงเหล่านั้นก็เป็นอย่างเดียว โดยอรรถว่า สหรคตด้วยโสมนัส โดยอรรถว่า เป็นกามาจร โดยอรรถว่า สหรคตด้วยโสมนัส โดยอรรถว่า เป็นญาณสัมปยุตต์โดยอรรถว่า โดยฐานะเป็นอสังขาริกด้วยกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดกามาวจรกุศลจิตแม้ทั้งปวงที่เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้อย่างนี้ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ดุจว่าทรงชั่งด้วยตราชั่งใหญ่ ประดุจทรงใส่ในทะนานนับอยู่ ฉะนั้นและทรงกระทำให้เป็น ๘ ส่วนเท่านั้น ทรงแสดงว่าจิตเหล่านั้น (กามาวจรกุศลจิต) มี ๘ ดวงพอดี โดยอรรถที่บัณฑิตพึงเห็นพ้องด้วย (คือ คัดค้านไม่ได้)

แสดงว่า ถึงแม้ว่ากามาวจรกุศลจิตจะมีมาก แต่พระผู้มีพระภาคก็ทรงนับและทรงจัดกามาวจรกุศลเป็นมหากุศล ๘ ดวง หรือ ๘ ประเภท ซึ่งใครๆ ก็ไม่สามารถที่จะคัดค้านได้โดยความต่างกันที่อุเบกขาเวทนา โดยความต่างกันที่จะประกอบด้วยปัญญาและไม่ประกอบด้วยปัญญาโดยความต่างกันที่เป็นอสังขาริกและสสังขาริก

ดังนั้น กามาวจรกุศล หรือมหากุศล ๘ ดวง คือ

โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ

เคยง่วง เคยเพลีย เคยเบื่อไหม บางขณะชีวิตคิดจะทำกุศลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็อ่อนกำลังไป หรือว่าเกิดง่วงขึ้นมา สติจะระลึกรู้ลักษณะสภาพของจิตใจขณะนั้นไหม ถ้าไม่ระลึกก็เป็นเรา ความง่วงมีจริง ความท้อถอย ความท้อแท้ ความเหนื่อยหน่าย ความรู้สึกอ่อนเพลียมีจริง ถ้าสติไม่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นตามความเป็นจริง ก็ไม่รู้ว่าสภาพธรรมนั้นๆ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงลักษณะของจิตซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงจิตโดยประเภทต่างๆ เช่น โดยประเภทที่เป็นอสังขาริก โลภมูลจิตที่เป็น อสังขาริกก็มี เป็นสสังขาริกก็มี โทสมูลจิตที่เป็นอสังขาริกก็มีสสังขาริกก็มี กุศลจิตรที่เป็นอสัง ขาริกก็มี สสังขาริกก็มี ขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นก็รู้ว่าเป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม

ความท้อแท้ ความท้อถอย ไม่ใช่รูป เป็นสภาพของจิตที่เป็นสสังขาริก เพราะเป็นจิตที่ไม่มีกำลังกล้า

จิตที่ต่างกันเป็นอสังขาริกและสสังขาริกนั้นเป็นจิตประเภทกามาวจรจิตเท่านั้น เพราะกามาวจรจิตที่เป็นจิตภูมิต่ำที่สุด เป็นจิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ และคิดนึกเรื่องราวของรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ บางครั้งที่มีกำลังแรงกล้าและบางครั้งก็มีกำลังอ่อน ตามเหตุตามปัจจัย แต่จิตระดับที่สูงกว่านี้ คือ รูปาวจรจิต อรูปวจรจิต และโลกุตตรจิตนั้น ไม่จำแนกเป็นอสังขาริกบ้างหรือสสังขาริกบ้าง เพราะเมื่อจัดโดยประเภทของสังขารแล้วเป็นสสังขาริกทั้งหมด โดยนัยที่ว่าจิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องอาศัยการอบรมเจริญไปจนกว่าจิตนั้นๆ จะเกิดขึ้น ไม่ใช่โดยนัยเดียวกับกามาวจรจิตที่ต่างกันเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน เพราะเมื่อรูปฌานกุศลจิตหรือรูปฌานกุศลจิต หรือโลกุตตรกุศลจิตจะเกิดขึ้นนั้นต้องมีกามาวจรกุศลญาณสัมปยุตตจิตเกิดก่อนทุกครั้ง ถ้าไม่อาศัยการอบรมเจริญกามาวจรกุศลญาณสัมปยุตตจิตเป็นการชักจูงแล้วฌานกุศลจิตหรือโลกกุตตรกุศลจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้จิตภูมิอื่น คือ รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต และโลกุตตรจิต จึงเป็นสสังขาริกและเป็นญาณสัมปยุตต์ทุกดวง

ทุกท่านพอที่จะรู้สภาพของอสังขาริกจิตและสสังขาริกจิตของท่านเองได้ เช่น ท่านที่มาฟังธรรมต้องอาศัยใครชักชวนหรือเปล่า ตอนแรกอาจะต้องไม่อยากมาเอง เมื่อถูกชักชวนมาจึงมา แต่ว่าตอนหลังๆ ก็มาเอง สภาพของจิตที่มาเองและถูกชักชวนจึงมานั้นต่างกัน และไม่ใช่ว่าจะมีแต่สสังขาริกจิตตลอดไปหรือว่าอสังขาริกตลอดไป อย่างท่านที่ถูกชวนไปดูหนัง ตอนถูกชวนไปก็เป็นจิตที่มีกำลังอ่อน แต่ถ้าหนังสนุกตื่นเต้น หัวเราะ สนุกสนาน ในขณะนั้นในจิตที่มีกำลังอ่อนแล้ว ไม่ต้องมีใครมาชวนให้หัวเราะ ไม่ต้องมีใครมาชวนให้สนุก แต่จิตขณะนั้นเองมีกำลังและเกิดร่วมกับโสมนัสสเวทนาจึงสนุกและหัวเราะจึงเป็นอสังขาริก แสดงให้เห็นสภาพที่เป็นอนัตตาของจิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้ว่าขณะนี้จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ขณะต่อไปก็เกิดขึ้นเป็นอีกอย่างหนึ่งตามเหตุตามปัจจัยได้

คำถามทบทวน

๑. สังขารธรรม สังขารขันธ์ อภิสังขาร อสังขาริก สสังขาริก คืออะไร
๒. โลภมูลจิต ๘ ดวง และมหากุศลจิต ๘ ดวง มีอะไรเหมือนกัน และมีอะไรต่างกัน

๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๓