
| บาปคือสภาพธรรมะที่ไม่ดีงาม บุญคือสภาพธรรมะที่ดีงาม ธรรมะเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก เพราะเกิดดับเร็ว อย่างจิตเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน บางครั้งเป็นกุศล บางครั้งเป็นอกุศล แล้วก็สลับกัน บางครั้งบอกไม่ถูกว่า ขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล จีงต้องอาศัยการศึกษาให้ละเอียดพอสมควร จึงจะรู้ว่า ขณะใดที่เป็นบาป หรืออกุศล คือขณะนั้นเป็น โลภะ โทสะ โมหะ และอกุศลจิตอื่น ๆ ที่เราเคยได้ฟัง เช่น อิสสา มัจฉริยะ เป็นลักษณะของธรรมะที่เป็นอกุศลทั้งนั้น ถ้าเป็นกุศลหรือเป็นบุญ ก็ตรงกันข้าม คือเป็นธรรมะที่ดีงาม คือขณะที่จิตเจตสิกที่ดีงามเกิดร่วมกัน และมีทางของจิตคือ กาย วาจา เป็นทางของกุศลและอกุศล เพราะเหตุว่าไม่มีแต่จิต เรามีรูปด้วย ถ้ามีแต่จิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลคนอื่นจะเดือดร้อนไหม? (ไม่เดือดร้อน) แต่เพราะว่าเรามีรูปด้วย เวลาที่อกุศลจิตเกิดก็มีทางคือ กาย วาจา ที่ไม่ดี ซึ่งเกิดจากอกุศลนั้น เบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน
ความจริงเวลาที่อกุศลจิตเกิด เบียดเบียนเราก่อน : คนมีอกุศล ไม่สบายเลย
แต่ว่าขณะที่เป็นโลภะ เราคิดว่า ดี เป็นความติดข้องต้องการสิ่งหนี่งสิ่งใด เวลาที่ได้มาแล้วดีใจมาก เพลิดเพลินเป็นสุข สนุกสนาน คิดว่าขณะนั้นก็ดี เพราะฉะนั้นดีของเรา กับดีของธรรมะ เป็นคนละอย่าง ดีของเราคือความรู้สีกเป็นสุข แต่จริงๆ แล้วคือ อกุศล เพราะว่าขณะนั้นเป็นสภาพที่ติดข้อง ติดข้องนิดหน่อยๆก็ไม่พอใจ ไม่สมใจ ต้องมากกว่านั้นให้โสมนัสเลย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องการโสมนัสเวทนา ไม่ใช่เพียงอุเบกขาเวทนา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จริงๆว่า ถ้าไม่ศึกษาธรรมะ เราเข้าใจธรรมะผิด อย่างเวลาที่เราสบายใจ ไปนั่งสมาธิ เราก็คิดว่าขณะนั้นเป็นกุศลแล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าขณะนั้นมีโลภะ แล้วก็มีโมหะ มีความไม่รู้และมีความติดข้อง ถ้าศึกษาธรรมะแล้ว จะทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ขณะที่เป็นกุศลต้องไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ แล้วเป็นไปในขณะไหนบ้าง เพราะจิตใจเรารู้ยาก แต่ถ้ามีการแสดงออกทางกาย ทางวาจา พอจะรู้ แต่จะต้องตรง มิฉะนั้น ก็จะถูกลวง หรือเข้าใจผิด การที่เราเห็นคนที่ยากไร้ และเราคิดที่จะช่วย ขณะคิดเป็นกุศลหรืออกุศลที่จะช่วย? เพียงคิดก็เป็นกุศล แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่มีการกระทำ ถ้าอย่างนั้น ทุกคนต้องรวยกุศล เป็นบุพเจตนา เป็นความคิดก่อนการกระทำ ซึ่งไม่แน่ว่า การกระทำนั้นจะเกิดหรือไม่เกิด เพราะฉะนั้นกุศลก็มีประกอบมีทั้ง กาลก่อนที่จะทำ เรียกว่า บุพเจตนา ; ขณะที่กำลังทำจิตเป็นกุศล และหลังจากทำแล้ว จิตของเราผ่องใสที่ได้ช่วยคนอื่น ให้สะดวกสบายขี้น มีความสบายใจกับเขาที่พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นกุสลมี ๓ กาละ คือ ก่อนทำกุศล กำลังทำ และหลังทำ นี่เป็นเรื่องของทางของกุศล เป็นบุญกิริยา มีสรุป ๓ อย่าง ทาน ศีล ภาวนา สำหรับภิกษุ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บุญอยู่ที่ใจ เป็นธรรมะที่ดีงาม บาปอยู่ที่ใจ เป็นธรรมะที่ไม่ดีงาม เช่น โลภะ โทสะ โมหะ วันนี้กุศลหรืออกุศลมาก ? ผู้ที่ตรงจะได้สาระในพระธรรม
๑๙ มกราคม ๒๕๔๔ |
![]() |